พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน อนุโลมติกปัฏฐาน กุสลัตติกะ · จำนวนอนุโลมแห่งปัญหาวาร
โนอัตถิมูลกนัย เล่ม ๔๐
Text layerBuddha’s wordsItems ๗๔๕–๗๕๑ (Royal Thai)37/37 in จำนวนอนุโลมแห่งปัญหาวาร4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๑ อนุโลมติกปัฏฐาน กุสลัตติกะ จำนวนอนุโลมแห่งปัญหาวาร โนอัตถิมูลกนัย (Royal Thai Volume 40 · Mahachula Volume 40 · Mahamakut Volume 85 · Chaloem Phrakiat Volume 40)
The Mahamakut edition prints the commentary in the same volumes as the canon, so this text includes commentary.
ไทย (มหามกุฏฯ), vol. 85, pp. 636–662
โนอัตถิมูลกนัย
[๗๔๕] เพราะโนอัตถิปัจจัย ในนเหตุปัจจัย มี ๙ วาระ... ในนอารัมมณปัจจัย มี๙วาระ ในนอธิปติปัจจัย มี ๙วาระ ในนอนันตร-ปัจจัย มึ๙ วาระ ในนสมนันตรปัจจัย มี ๙ วาระ ในนสหชาตปัจจัยมี ๙ วาระ ในนอัญญมัญญปัจจัย มี ๙ วาระ ในนนิสสยปัจจัย มี ๙วาระในนอุปนิสสยปัจจัย มี ๙ วาระ ในนปุเรชาตปัจจัย มี ๙ วาระ ในนปัจฉาชาตปัจจัย มี๙ วาระ ในนอาเสวนปัจจัย มี ๙วาระ ในนกัมม-ปัจจัย มี ๙ วาระ ในนวิปากปัจจัย มี ๙ วาระ ในนอาหารปัจจัย มี ๙วาระ ในนอินทริยปัจจัย มี ๙วาระ ในนฌานปัจจัย มี ๙ วาระ ในนมัคคปัจจัย มี ๙ วาระ ในนสมัปยตตคปัจจัย มี ๙ วาระ ในนวิปปยตต-ปัจจัย มี ๙ วาระ ในโนนัตถิปัจจัย มี ๙ วาระ ในโนวิคตปัจจัย มี ๙วาระ ในโนอวิคตปัจจัย มี ๙ วาระ.
[๗๔๖] เพราะโนอัตถิปัจจัย นเหตุปัจจัย นอารัมมณปัจจัย ในนนิสสยปัจจัย มี ๙ วาระ... ในนอุปนิสสยปัจจัย มี ๒ วาระ.
[๗๔๗] เพราะโนอัตถิปัจจัย นเหตุปัจจัย นอารัมมณปัจจัยนอธิปติปัจจัย นอนันตรปัจจัย นสมนันตรปัจจัย นสหชาตปัจจัยนอัญญมัญญปัจจัย นนิสสยปัจจัย ในนอุปนิสสยปัจจัย มี ๒ วาระ...
ในนปุเรชาตปัจจัย มี ๙ วาระ ในโนอวิคตปัจจัย มี ๙ วาระ.
[๗๔๘] เพราะโนอัตถิปัจจัย นเหตุปัจจัย นอารัมมณปัจจัย ฯลฯ
นอุปนิสสยปัจจัย ในนปุเรชาตปัจจัย มี ๒ วาระ... ในนปัจฉาชาตปัจจัย
มี ๒ วาระ ในนอาเสวนปัจจัย มี ๒ วาระ ในนวิปากปัจจัย มี ๒ วาระในนอาหารปัจจัย มี๒วาระ ในนอินทริยปัจจัย มี ๒ วาระ ในนฌาน-ปัจจัย มี ๒ วาระ ในนมัคคปัจจัย มี ๒ วาระ ในนสัมปยุตตปัจจัยมี๒ วาระ ในนวิปปยุตตปัจจัย มี ๒ วาระ ในโนนัตถิปัจจัย มี ๒ วาระในโนวิคตปัจจัย มี ๒ วาระ ในโนอวิคตปัจจัย มี ๒ วาระ.
[๗๔๙] เพราะโนอัตถิปัจจัย นเหตุปัจจัย นอารัมมณปัจจัย ฯลฯ
นอาเสวนปัจจัย นวิปากปัจจัย นอาหารปัจจัย นอินทริยปัจจัย ในโนอวิคตปัจจัย มี ๒ วาระ.
[๗๕๐] เพราะโนอัตถิปัจจัย นเหตุปัจจัย ฯลฯ อุปนิสสยปัจจัยนปุเรชาตปัจจัย นปัจฉาชาตปัจจัย นอาเสวนปัจจัย นวิปากปัจจัยนอาหารปัจจัย นอินทริยปัจจัย นวิปปยุตตปัจจัย ในโนนัตถิปัจจัยมี ๒ วาระ... ในโนวิคตปัจจัย มี ๒ วาระ ในโนอวิคตปัจจัย มี ๒วาระ.
[๗๕๑] เพราะโนอัตถิปัจจัย นเหตุปัจจัย โนวิคตปัจจัย ในโน-อวิคตปัจจัย มี ๒ วาระ.
เพราะโนนัตถิปัจจัย ในนเหตุปัจจัย มี ๑๕ วาระ ฯลฯ ในโนนัตถิปัจจัย ในโนวิคตปัจจัย เช่นเดียวกันกับ นเหตุปัจจัย.
เพราะนวิคตปัจจัย ในนเหตุปัจจัย มี ๑๕ วาระ ฯลฯ.
เพราะโนอวิคตปัจจัย ในนเหตุปัจจัย มี๙ วาระ... ในนอารัมมณ-ปัจจัย มี ๙ วาระ ในนอธิปติปัจจัย มี ๙ วาระ ในโนวิคตปัจจัย มี ๙วาระ.
เพราะโนอวิคตปัจจัย เช่นเดียวกับ เพราะโนอัตถิปัจจัย.
ปัญหาวารปัจจัยนียคณนา จบ
ปัจจนียนัย
วรรณนาเนื้อความแห่งปัจจยุทธาระ
บัดนี้ เป็นปัจจนียนัย. พึงทราบวินิจฉัย ในปัจจนียนัย นั้น ดังต่อไปนี้:-
ปัญหาทั้งหลายอัน ได้อยู่โดยนัยเป็นต้นว่า " อกุศลธรรมอาศัยอกุศลธรรมเกิดขึ้น เพราะนเหตุปัจจัย" ในปฏิจจวาระเป็นต้น ขยายออกไปโดยย่อ ด้วยอำนาจปัจจัย ทั้งหลายที่ได้อยู่ ฉันใด เพื่อแสดงปัจจนียะโดยสังเขป โดยลักษณะเดียวกันอย่างไม่พิสดาร พระธรรมสังคาหกาจารย์ทั้งหลายจึงขยายปัจจัยแห่งกุศลเป็นต้น โดยอนุโลม โดยนัยเป็นต้นว่ากุศลธรรมเป็นปัจจัยแก่กุศลธรรม ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย.
ฉันนั้น. ก็ปัจจัยเหล่านั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้วด้วยอำนาจแห่งปัจจัยเป็นหมวด ๆ ไม่ได้แสดงด้วยอำนาจปัจจัยแต่ละอย่าง ๆบัณฑิตพึงแยกปัจจัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้โดยเป็นหมวด แล้วพึงทราบในที่นั้น.
จริงอยู่ ปัจจัย ๒๔ เหล่านี้แม้ทั้งหมด ย่อมรวมลงในปัจจัย ๘.
ในปัจจัย ๘ เหล่าไหน. คือ ในอารัมมณปัจจัย สหชาตปัจจัย อุป-นิสสยปัจจัย ปุเรชาตปัจจัย ปัจฉาชาตปัจจัย กัมมปัจจัย อาหาร-ปัจจัย อินทริยปัจจัย.
อย่างไร ?
จริงอยู่ บรรดาปัจจัย ๑๖ ที่เหลือ เว้นปัจจัย ๘ เหล่านี้ ปัจจัย ๖เหล่านี้ คือ เหตุปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย วิปากปัจจัย ฌานปัจจัยมรรคปัจจัย และสัมปยุตตปัจจัย เกิดพร้อมกันโดยส่วนเดียวย่อมรวมลงในสหชาตปัจจัย เพราะเป็นปัจจัยแก่ธรรมที่เกิดพร้อมกันนั่นเทียว.
ส่วนปัจจัย ๕ เหล่านี้ คือ อนันตรปัจจัย สมนันตรปัจจัยอาเสวนปัจจัย นัตถิปัจจัย และวิคตปัจจัย เกิดขึ้นแล้วดับไป ย่อมรวมลงในอุปนิสสยปัจจัย โดยลักษณะแห่งอนันตรูปนิสสยปัจจัยเพราะเป็นปัจจัยแก่ธรรมที่เกิดขึ้นในลำดับแห่งตน.
นิสสยปัจจัยมี ๒ อย่าง โดยแจกเป็นสหชาตนิสสยะ และปุเรชาต-นิสสยะ ใน ๒ อย่างนั้น สหชาตนิสสยปัจจัย ย่อมรวมลงในสหชาต-ปัจจัย เพราะเป็นที่อาศัยแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดร่วมกัน ปุเรชาตนิสสย-ปัจจัย ย่อมรวมลงในปุเรชาตปัจจัย.
แม้อธิปติปัจจัย ๒ อย่าง คือ สหชาคตาธิปติปัจจัย และอารัมมณา-ธิปติปัจจัย. ใน ๒ อย่างนั้น สหชาตาธิปติปัจจัย ย่อมรวมลงในสหชาต-ปัจจัย เพราะเป็นอธิปติปัจจัยแก่ธรรมทั้งหลายที่เกิดร่วมกันนั่นเอง.
อารัมมณาธิปติปัจจัย เป็นอารัมมณูปนิสสยะนั่นเอง เพราะฉะนั้น จึงรวมลงในอุปนิสสยปัจจัย โดยลักษณะแห่งอารัมมณูปนิสสยะ.
วิปปยุตตปัจจัยมี ๓ อย่าง โดยจำแนกเป็นสหชาตะ ปุเรชาตะและปัจฉาชาตะ ใน ๓ อย่างนั้น สหชาตวิปปยุตตปัจจัย ย่อมรวมลงในสหชาตปัจจัย เพราะเป็นวิปปยุตตปัจจัยแก่ธรรมทั้งหลายที่เกิดพร้อมกันนั่นเอง. ปุเรชาตวิปปยุตตปัจจัย ย่อมรวมลงในปุเรชาตปัจจัย เพราะธรรมที่เกิดขึ้นก่อนเป็นปัจจัยแก่ธรรมที่เกิดในภายหลัง. ปัจฉาชาตวิปปยุตต-ปัจจัย ย่อมรวมลงในปัจฉาชาตปัจจัย เพราะธรรมที่เกิดขึ้นในภายหลังเป็นปัจจัย ด้วยอำนาจการค้ำจุนแก่ธรรมที่เกิดขึ้นก่อน.
อัตถิปัจจัย และ อวิคตปัจจัยมีอย่างละ ๖ ด้วยอำนาจแห่งสหชาตะ ปุเรชาตะ ปัจฉาชาตะ อาหาระ และอินทรีย์ และด้วยอำนาจแห่งอัตถิและอวิคตะ อีกอย่างละ ๑ ปัจจัย. บรรดาปัจจัยเหล่านั้นสหชาตปัจจัย อัตถิปัจจัย อวิคตปัจจัย ย่อมรวมลงในสหชาตปัจจัย เพราะธรรมทั้งหลายที่เกิดพร้อมกันเท่านั้นเป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัยและอวิคตปัจจัย. ปุเรชาตปัจจัย ย่อมรวมลงในปุเรชาตปัจจัย เพราะธรรมที่เกิดก่อนเป็นปัจจัยแก่ธรรมที่เกิดภายหลัง. ปัจฉาชาตปัจจัยทั้งหลาย ย่อมรวมลงในปัจฉาชาตปัจจัย เพราะธรรมที่เกิดภายหลังเป็นปัจจัย ด้วยอำนาจการค้ำจุนแก่ธรรมที่เกิดก่อน. ธรรมทั้งหลายที่เป็นอาหาร ย่อมรวมลงในกวฬีการาหารปัจจัย. ธรรมทั้งหลายที่เป็นอินทรีย์ ย่อมรวมลงในรูป-ชีวิตินทรีย์ปัจจัยแล. ปัจจัย ๑๖ เหล่านี้ พึงทราบว่าย่อมรวมลงในปัจจัย๘ เหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้.
อนึ่ง ปัจจัย ๘ แม้เหล่านี้ สงเคราะห์เข้าในอัญญมัญญปัจจัยมีอยู่.
จริงอยู่ อารัมมณปัจจัยที่แสดงไว้ข้างต้น ๒ อย่าง โดยแยกเป็นอธิบดีและไม่ใช่อธิบดี. ใน ๒ อย่างนั้น ปัจจัยที่เป็นอธิบดี ย่อมรวมลงใน
อุปนิสสยปัจจัย โดยลักษณะแห่งอารัมมณูปนิสสยะ. ที่ไม่ได้เป็นอธิบดีย่อมเป็นอารัมมณปัจจัยล้วน.
แม้กัมมปัจจัยก็มี ๒ อย่าง ด้วยอำนาจแห่งสหชาตกัมมปัจจัย และนานักขณิกกัมมปัจจัย ใน ๒ อย่างนั้น สหชาตกัมมปัจจัย ย่อมรวมลงในสหชาตปัจจัย เพราะเป็นกัมมปัจจัยแก่ธรรมทั้งหลายที่เกิดร่วมกันกับตน.
นานักขณิกกัมมปัจจัยมี ๒ อย่าง คือ ทีมีกำลัง และทุรพล. ใน ๒ อย่างพลวกัมมปัจจัย เป็นปัจจัยเป็นที่อาศัยอย่างแรงกล้าแก่วิบากธรรมทั้งหลายเพราะฉะนั้น จึงรวมในลงในอุปนิสสยปัจจัย. อนึ่ง พลวกัมมปัจจัยย่อมเป็นปัจจัย แก่รูปทั้งหลายด้วย. ส่วนกัมมปัจจัยที่หย่อนกำลังย่อมเป็นปัจจัยแก่อรูปทั้งหลายโดยนักขณิกกัมมปัจจัยเท่านั้น.
แม้อาหารปัจจัยก็มี ๒ อย่าง โดยเป็นรูปและอรูป. ใน ๒ อย่างนั้น อรูปอาหารเป็นปัจจัยแก่ธรรมที่เกิดพร้อมกันกับตนเท่านั้น ฉะนั้นจึงรวมลงในสหชาตปัจจัย. รูปอาหารย่อมไม่เป็นปัจจัยแก่ธรรมทั้งหลายที่เกิดพร้อมกัน เกิดก่อนหรือเกิดภายหลัง. รูปอาหารที่เลยอุปาทขณะแล้วถึงฐิติขณะของตน ย่อมยังความเป็นอาหารปัจจัยให้สำเร็จ เพราะฉะนั้นจึงจัดเป็นอาหารปัจจัยเท่านั้น.
แม้อินทริยปัจจัยก็มี ๒ อย่าง โดยเป็นรูปและอรูป. ใน ๒ อย่างนั้น อินทริยปัจจัยที่เป็นอรูป ย่อมให้สำเร็จความเป็นอินทริยปัจจัย แก่ธรรมทั้งหลายที่เกิดพร้อมกับกับตน เพราะฉะนั้น จึงรวมลงในสหชาต-ปัจจัย ส่วนรูปอินทริยปัจจัย มี ๒ อย่าง โดยจำแนกเป็นภายในและภายนอก ใน ๒ อย่างนั้น อินทริยปัจจัยภายในเกิดขึ้นก่อน เป็นอินทริย-ปัจจัยแก่จักขุวิญญาณเป็นต้น พร้อมทั้งธรรมที่สัมปยุตอันเกิดขึ้นใน
ภายหลัง เพราะฉะนั้น จึงรวมลงในปุเรชาตปัจจัยเท่านั้น. อินทริยปัจจัยภายนอกได้แก่รูปชีวิตินทรีย์. รูปอินทรีย์นั้นแม้จะเป็นปัจจัยแก่ธรรมทั้งหลายที่เกิดร่วมกัน ก็ย่อมเป็นด้วยอำนาจเพียงการตามเลี้ยงรักษาเท่านั้น ไม่ใช่ด้วยอำนาจแห่งการให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น จึงจัดเป็นอินทริยปัจจัยเท่านั้น. ปัจจัย ทั้ง ๘ เหล่านั้น พึงทราบว่า ย่อมรวมเข้าในกันและกัน ด้วยประการฉะนี้ นี้เป็นสังคหนัยด้วยอำนาจเป็นอัญญมัญญะแห่งปัจจัย ๑๖ ที่เหลือ และแห่งปัจจัย ๘ เหล่านั้นนั่นเอง ในปัจจัย ๘เพียงนี้.
บัดนี้ ผู้ศึกษาพึงทราบปัจจัยทั้ง๒๔ ที่รวมลงในปัจจัยหนึ่งๆ ของบรรดาปัจจัย ๘ เหล่านี้. บรรดาปัจจัย ๒๓ เหล่านั้น.
อารัมมณปัจจัย เท่านั้น ย่อมรวมลงในอารัมมณปัจจัย อันเป็นที่ ๑ แห่งปัจจัย ๘ เหล่านั้นก่อน ปัจจัยที่เหลือ ๒๓ ย่อมรวมเข้าไม่ได้.
ปัจจัย ๑๕ เหล่านี้ คือ เหตุปัจจัย สหชาตาธิปติปัจจัย สหชาต-ปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย สหชาตนิสสยปัจจัย สหชาตกัมมปัจจัย วิปาก-ปัจจัย สหชาตาหารปัจจัย สหชาตินทริยปัจจัย ฌานปัจจัย มัคคปัจจัยสัมปยุตตปัจจัย สหชาตวิปปยุตตปัจจัย สหชาตัตถิปัจจัย สหชาตอวิคต-ปัจจัย ย่อมรวมลงในสหชาตปัจจัยที่ ๒.
ปัจจัย ๙ เหล่านี้ คือ อารัมมณปัจจัยที่เป็นอธิบดี อธิปติปัจจัยอนันตรปัจจัย สมนันตรปัจจัย อุปนิสสยปัจจัย อาเสวนปัจจัย พลวกัมม-ปัจจัย ที่เป็นนานักขณิกะ นัตถิปัจจัย วิคตปัจจัย ย่อมรวมลงในอุปนิสสยปัจจัยที่ ๓.
ปัจจัย ๖ เหล่านี้ คือ ปุเรชาตปัจจัย ปุเรชาตนิสสยปัจจัย ปุเร-ชาตินทริยปัจจัย ปุเรชาตวิปปยุตตปัจจัย ปุเรชาตัตถิปัจจย ปุเรชาต-อวิคตปัจจัย ย่อมรวมลงในปุเรชาตปัจจัยที่ ๔.
ปัจจัย ๔ เหล่านี้ คือ ปัจฉาชาตปัจจัย ปัจฉาชาตวิปปยุตตปัจจัยปัจฉาชาตัตถิปัจจัย ปัจฉาชาตอวิคตปัจจัย ย่อมรวมลงในปัจฉาชาตปัจจัยที่ ๕.
นานักขณิกกัมมปัจจัย ท่านสงเคราะห์แล้ว ใน กัมมปัจจัยที่ ๖.
ปัจจัย ๓ เหล่านี้ คือ อาหารปัจจัย อาหารัตถิปัจจัย อาหาร-อวิคตปัจจัย ท่านสงเคราะห์แล้วด้วยอำนาจกพฬีการาหารในอาหารปัจจัยที่๗.
ปัจจัย ๓ เหล่านี้ คือ รูปชีวิตินทริยปัจจัย อินทริยัตถิปัจจัยอินทรียอวิคตปัจจัย ย่อมรวมลงในอินทริยปัจจัยที่ ๘. ผู้ศึกษาครั้นทราบว่าปัจจัยเหล่านั้น ๆ รวมลงแล้วในปัจจัยหนึ่ง ๆ บรรดาปัจจัย ๘ เหล่านี้อย่างนี้แล้ว พึงทราบว่าปัจจัยเหล่าใดถึงการรวมลงในปัจจัยใด ปัจจัยเหล่านั้นท่านถือเอาแล้วด้วยจำนวนแห่งปัจจัยที่รวมลงนั้น.
ปัญหา ๑๕ ข้อเหล่านั้นว่า "กุศลธรรมเป็นปัจจัยแก่กุศลธรรมโดยอารัมมณปัจจัย" ดังนี้เป็นต้น ในปัจจนียนัยนี้ ในปัญหา ๔๙ ข้ออันท่านยกขึ้นวิสัชนาแล้ว ด้วยอำนาจแห่งปัจจัย ๘ เหล่านี้ ซึ่งเป็นที่รวมแห่งปัจจัยทั้งหมด ด้วยประการฉะนี้. บรรดาปัญหาเหล่านั้น ปัญหา ๔ข้อ มีกุศลเป็นต้นว่า กุศลเป็นปัจจัยแก่กุศล กุศลเป็นปัจจัยแก่อกุศลกุศลเป็นปัจจัยแก่อัพยากตะ กุศลเป็นปัจจัยแก่กุสลาพยากตะ. ปัญหา ๔ข้อที่มีอกุศลเป็นต้นก็เหมือนกัน. ส่วนปัญหา ๓ ข้อ มีอัพยากตะเป็นต้น
คือ อัพยากตะเป็นปัจจัยแก่อัพยากตะ อัพยากตะเป็นปัจจัยแก่กุศลอัพยากตะเป็นปัจจัยเก่อกุศล. ปัญหา ๔ ข้อ มีปัจจยุบบัน ๑ มีมูล ๒คือ กุศลและอัพยากตะเป็นปัจจัยแก่กุศล กุศลและอัพยากตะเป็นปัจจัยแก่อัพยากตะ อกุศลและอัพยากตะเป็นปัจจัยแก่อกุศล อกุศลและอัพยากตะเป็นปัจจัยแก่อัพยากตะ. บรรดาปัญหาเหล่านั้น. ปัจจัยเหล่าใดพึงได้ในปัญหาที่ ๑ ท่านรวบรวมปัจจัยเหล่านั้นทั้งหมดแล้วกล่าวว่าปัจจัย ๓. ในปัญหาที่ ๒ มีปัจจัย ๒. ในปัญหาที่ ๓ มีปัจจัย ๕. ในปัญหาที่ ๔ มีปัจจัย ๑ เท่านั้น. ในปัญหาที่ ๕ มีปัจจัย ๓. ในปัญหาที่ ๖ มีปัจจัย ๒.
ในปัญหาที่ ๗ มีปัจจัย ๕. ในปัญหาที่ ๘ มีปัจจัย ๑ เท่านั้น. ในปัญหาที่ ๙ มีปัจจัย ๗. ในปัญหาที่ ๑๐ มีปัจจัย ๓. ในปัญหาที่ ๑๑ มีปัจจัย ๓.
ที่ ๑๒ มีปัจจัย ๒. ที่ ๑๓ มีปัจจัย๔. ที่ ๑๔ มีปัจจัย ๒. แม้ในปัญหาที่ ๑๕ ก็มีปัจจัย ๔ เหมือนกัน ปัจจัยเหล่านั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัสว่า สหชาตปจฺจเยน แต่ตรัสว่า สหชาตํ ปจฺฉาชาตํ ข้าพเจ้าจักพรรณนาเหตุในการตรัสอย่างนั้นข้างหน้า.
ก็เมื่อว่าโดยย่อในอธิการนี้ มีการกำหนดปัจจัย ๖ หมวดเท่านั้นคือ ปัจจัย ๑-๒-๓-๔-๕ และ ๗. จริงอยู่ บรรดาปัจจัยปัจจนียะทั้ง๒๔ ข้อ มีอาทิว่า การกำหนดปัญหาด้วยอำนาจการกำหนดอย่างสูงสูดในปัจจัยนียะแห่งปัญหาวาระ และการกำหนดปัจจัยที่ท่านรวบรวมปัจจัยนั้น ๆ แสดงไว้นี้ มีนเหตุปัจจัยเป็นต้น ปัจจัยแห่งปัญหาวาระต่อจากนี้ไปย่อมไม่ได้แม้ในปัจจนียะหนึ่ง แต่ย่อมได้ในหนหลัง เพราะฉะนั้นปัจจัย ๑ เท่านั้นมาแล้วอย่างนี้ว่า กุศลธรรมเป็นปัจจัยแก่กุศลและอัพยากตะ ด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย. ในปัญหาเหล่าใด เมื่อปัจจัย
นั้นถูกปฏิเสธไปแล้ว ปัญหาเหล่านั้นย่อมลดไป. ก็ปัจจัยทั้ง๒ มาแล้วในปัญหาใดอย่างนี้ว่า กุศลธรรมเป็นปัจจัยแก่อกุศลธรรม ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย และด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย บรรดาปัจจัยเหล่านั้นเมื่อปัจจัยข้อ ๑ แม้ถูกปฏิเสธแล้วอย่างนี้ว่า นารัมมณปัจจยาปัญหานั้นย่อมได้ด้วยอำนาจแห่งปัจจัยนอกนี้ แต่เมื่อปัจจัยทั้ง๒ นั้นถูกปฏิเสธแล้ว วาระนั้นจึงขาดไป ปัจจัยทั้งหลายในหมวด ๓-๔-๕และ๗ย่อมได้ในปัญหาเหล่าใด ปัญหาเหล่านั้นย่อมได้ ด้วยอำนาจแห่งปัจจัยทั้งหลายที่เหลือ เว้นปัจจัยที่ท่านปฏิเสธแล้ว ก็เมื่อปัจจัยทั้งหมดถูกปฏิเสธไปวาระทั้งหมดย่อมขาดไป ดังนี้แล นี้เป็นลักษณะในข้อนี้ บัณฑิตพึงทราบประเภทแห่งปัจจัยทั้งหลายที่ท่านย่อกล่าวไว้ในปัญหานั้นๆ ตั้งแต่ต้นและการลดหรือไม่ลดปัญหานั้น ๆ ในปัจจัยนั้นๆด้วยลักษณะนี้.
ต่อไปนี้เป็นความพิสดารในเรื่องนั้น ในปัญหาที่ ๑ ก่อน ปัจจัย๑๙ ท่านแสดงไว้แล้วด้วยปัจจัย ๓. อย่างไร ? จริงอยู่ กุศลย่อมไม่เป็นปัจจัยแก่กุศลด้วยปุเรชาตปัจฉาชาตะและวิปากะ และวิปปยุตตปัจจัย แต่ย่อมเป็นด้วยปัจจัย ๒๐ ที่เหลือ. บรรดาปัจจัยเหล่านั้น อารัมมณปัจจัยมี ๑ เท่านั้น. ส่วนปัจจัย ๕ ด้วยอำนาจเป็นที่รวมแห่งปัจจัยทั้งหมดท่านกล่าวว่าย่อมถือการสงเคราะห์ลงในสหชาตปัจจัย. เมื่อเหตุปัจจัยถูกปฏิเสธไป ปัจจัยเหล่านั้นย่อมมี ๑๔. ก็คำว่า กุศลเป็นปัจจัย แก่กุศลด้วยสหชาตปัจจัย พระองค์ตรัสหมายถึงปัจจัย ๑๒ ที่เหลือ โดยนำปัจจัย ๒ออกไป เพราะกุศลเป็นปัจจัยแก่กุศล โดยวิปากปัจจัย (และ) วิปปยุตต-ปัจจัยไม่ได้. ท่านกล่าวว่า ปัจจัย ๙ ย่อมรวมลงแม้ในอุปนิสสยปัจจัยด้วยอำนาจปัจจัยที่รวมลงในปัจจัยทั้งปวง.
บรรดาปัจจัยเหล่านั้น อารัมมณปัจจัยที่เป็นอธิบดี และอธิปติ-ปัจจัยที่เป็นอารมณ์ ผนวกเข้ากับอุปนิสสยปัจจัย ด้วยอำนาจเป็นอารัมมณูปนิสสยะ. ฝ่ายกุศลย่อมไม่เป็นนานักขณิกกัมมปัจจัยแก่กุศลเพราะฉะนั้น ท่านจึงนำออกเสีย แล้วกล่าวว่า อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโยเพราะหมายเอาปัจจัย ๖ ที่เหลือ.
ปัจจัย ๑๙ พึงทราบว่าท่านแสดงแล้วด้วยปัจจัย ๓ ในปัญหาที่ ๑ (กุ-กุ) ด้วยประการฉะนี้.
บรรดาปัจจัยเหล่านั้น ในนเหตุปัจจนียะนี้ กุศลธรรมย่อมเป็นปัจจัยแก่กุศลธรรม ด้วยนเหตุปัจจัย เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงยกบาลีขึ้นแสดง โดยนัยที่ท่านกล่าวไว้ในอารัมมณปัจจัยเป็นต้น มีอาทิอย่างนี้ว่าบุคคลให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถแล้ว ย่อมพิจารณากุศลนั้นย่อมพิจารณาถึงกุศลทั้งหลายที่ประพฤติในกาลก่อน ก็เมื่ออารัมมณ-ปัจจัยถูกปฏิเสธแล้ว บัณฑิตนำความพิสดารแห่งอารัมมณปัจจัยนั้นออกเพิ่มความพิสดารแห่งเหตุปัจจัย แล้วพึงแสดงบาลีนั้นนั่นแล แม้ในการปฏิเสธปัจจัยที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน ก็เมื่อปัจจัยใด ๆ ถูกปฏิเสธออกวาระเหล่าใดลดไป ข้าพเจ้าจักพรรณนาวาระเหล่านั้นข้างหน้า.
ก็ในปัญหาที่ ๒ (กุ-อกุ) ท่านแสดงปัจจัย ๓ ด้วยปัจจัย ๒.
อย่างไร ? คือ กุศลย่อมไม่เป็นปัจจัยแก่อกุศล ด้วยอำนาจของอนันตระเป็นต้น. เพราะฉะนั้น ท่านจึงน่าเอาอนันตรปัจจัยเป็นต้น เหล่านั้นออกแล้วตรัสว่า "อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย" โดยหมายเอา อารัมมณา-ธิปติ และปกตูปนิสสยปัจจัย อันท่านสงเคราะห์แล้วด้วยอารัมมณู-ปนิสสยปัจจัย. เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบว่า ปัจจัยทั้งหลาย ๓ เหล่านี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้วด้วยปัจจัย ๒ ในปัญหาที่ ๒ คืออารัมมณปัจจัยล้วน ๆ กับอธิปติปัจจัย และอุปนิสสยปัจจัย ด้วยอำนาจอารัมมณาธิปติ.
ก็ในปัญหาที่ ๓ (กุ-อัพ) ปัจจัย ๑๘ ปัจจัย ท่านแสดงแล้วด้วยปัจจัย ๕. อย่างไร ? คือ กุศลย่อมไม่เป็นปัจจัยแก่อัพยากตะ ด้วยอำนาจของอัญญมัญญะ ปุเรชาตะ อาเสวน วิปากะ และสัหปยุตตปัจจัย. ย่อมเป็นด้วยอำนาจของปัจจัย ๙ ที่เหลือ. บรรดาปัจจัยเหล่านั้น อารัมมณปัจจัยมี ๑. ก็เพราะกุศลย่อมไม่เป็นปัจจัยแก่อัพยากตะ ด้วยอำนาจอัญญมัญญะวิปากะ และสัมปยุตตปัจจัย. เหตุปัจจัยถูกปฏิเสธออก กัมมปัจจัยท่านถือเอาอีกแผนกหนึ่ง เพราะฉะนั้น ท่านจึงนำปัจจัย ๕ เหล่านี้ออก แล้วแสดงปัจจัย ๑๐ ด้วยสหชาตปัจจัย. บรรดาปัจจัย ๖ ที่ท่านกล่าวไว้ในหนหลังโดยอุปนิสสยปัจจัย เว้นอาเสวนปัจจัย ปัจจัยที่เหลือมี๕ ปัจฉาชาต-ปัจจัย มี ๑ เท่านั้น. อนึ่ง กัมมปัจจัย มี ๒ อย่าง ด้วยอำนาจสหชาตกัมม-ปัจจัย และนานากขณิกกัมมปัจจัย ผู้ศึกษาพึงทราบว่าปัจจัย ๑๘ เหล่านี้ท่านแสดงด้วยปัจจัย ๕ ในปัญหาที่ ๓ อย่างนี้ ด้วยประการฉะนั้น.
ปัจจัย ๘ เหล่านี้ อันพระพุทธองค์ทรงแสดงแล้วด้วยปัจจัย ๕ ในปัญหาที่ ๓อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
ปัจจัย ๑๐ ท่านแสดงแล้วด้วยปัจจัย ๑ เท่านั้น ในปัญหาที่ ๔(กุ-ก อัพ). อย่างไร. จริงอยู่ กุศลย่อมไม่เป็นปัจจัยแก่กุลาพยากตะด้วยอำนาจของอัญญมัญญะ วิปากะ สัมปยูตตะ และวิปปยุตตปัจจัย ในบรรดาปัจจัย ๑๕ ที่ท่านกล่าวไว้แล้วในสหชาตปัจจัย เหตุปัจจัยถูกปฏิเสธออกแล้ว ผู้ศึกษาชักปัจจัย ๕ เหล่านี้ออก แล้วพึงทราบว่าปัจจัย ๑๐ ที่
เหลือท่านแสดงแล้วด้วยปัจจัย ๑ ในปัญหาที่ ๔ นี้ ก็ปัจจัยเหล่านั้นท่านแสดงแล้วด้วยปัจจัยเหล่านั้นๆ. ในปัญหา ๔ ข้อ มีกุศลเป็นต้นเหล่านี้ฉันใด ผู้ศึกษาพึงทราบว่าปัจจัยเหล่านั้น ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว ด้วยปัจจัยเหล่านั้น ๆ ในปัญหา ๔ ข้อ แม้มีอกุศลเป็นต้น ฉันนั้น(ปัญหา ๔ คือ อกุ-อกุ, อกุ-กุ, อกุ-อัพ, อกุ-อกุ อัพ).
ปัจจัย ๒๓ ท่านแสดงแล้วด้วยปัจจัย ๗ ในปัญหาที่ ๑ แห่งปัญหา๓ ข้อ มีอัพยากตะเป็นต้น อื่นจากนั้น (คือ อัพ -อัพ, อัพ-กุ, อัพ-อกุ)อย่างไร. คือ อัพยากตะเป็นปัจจัยแก่อัพยากตะ แม้ด้วยปัจจัย๒๔. ก็เมื่อเหตุปัจจัยถูกปฏิเสธออก ย่อมมีปัจจัย ๒๓. บรรดาปัจจัยเหล่านั้นอารัมมณปัจจัยมี ๑ เท่านั้น ก็เพราะอาหารปัจจัย และอินทริยปัจจัยท่านถือเอาอีกแผนกหนึ่ง เพื่อสงเคราะห์ธรรมที่ไม่เกิดรวมกันไว้ในอธิการนี้ด้วย เพราะฉะนั้น ท่านจึงนำปัจจัย ๓ เหล่านั้นออก แล้วแสดงปัจจัย ๑๒โสหชาตปัจจัย. ปัจจัยที่ท่านกล่าวไว้ในหนหลังโดยอุปนิสสยปัจจัยมี ๖.
ปุเรชาตปัจจัยมี ๑ เท่านั้น. ปัจฉาชาตะ อาหาระ และอินทริยปัจจัยก็เหมือนกัน. บัณฑิตพึงทราบว่าปัจจัย ๒๓ เหล่านี้ ท่านแสดงไว้แล้วด้วยปัจจัย ๗ในอธิการนี้ ด้วยประการฉะนี้.
ปัจจัย ๑๒ ท่านแสดงแล้วด้วยปัจจัย ๓ แม้ในปัญหาที่ ๒ อย่างไรคือ อารัมมณปัจจัยมี ๑. ปัจจัย ๖ คือ อารัมมณาธิปติ อนันตระ สม-นันตระ นัตถิ วิคตะ และอุปนิสสยปัจจัย ท่านแสดงแล้วด้วยอำนาจแห่งอารัมมณูปนิสสยะ โดยอุปนิสสยปัจจัย. ปุเรชาตะ นิสสยะ วิปปยุตตะอัตถิ และอวิคตปัจจัย ท่านแสดงแล้วด้วยปุเรชาตปัจจัย. บัณฑิตพึงทราบ
ว่าปัจจัย ๒ เหล่านี้ ท่านแสดงแล้วด้วยปัจจัย ๓ ในปัญหาที่ ๒ นี้ (อัพ-กุ) ด้วยประการฉะนี้ แม้ในปัญหาที่๓ (คือ อัพ-อกุ) ก็นัยนี้.
ในปัญหาที่ ๑แห่งปัญหา ๔ ข้อ ที่มีมูล ๒ (คือ กุ, อัพ-กุ.
กุ. อัพ-อัพ. อก, อัพ-อกุ. อกุ, อัพ-อัพ.) ต่อจากนั้นพระองค์ไม่ตรัสว่าสหชาตปจฺจเยน ปุเรชาตปจฺจเยน แล้วแสดงปัจจัย ๓ ด้วยอำนาจนิสสยะอัตถิ และอวิคตปัจจัย ด้วยปัจจัย ๒ ที่พระองค์ตรัสว่า สหชาตํ ปุเรชาตํ.
จริงอยู่ กุศลขันธ์ทั้งหลายเมื่อให้สำเร็จความเป็นปัจจัยแก่กุศล พร้อมกับวัตถุรูป เป็นสหชาตะแม้ก็จริง ถึงอย่างนั้นก็ไม่เป็นสหชาตปัจจัย เพราะเหตุไร? เพราะเจือด้วยวัตถุรูป. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สหชาตํด้วยอำนาจแห่ง นิสสยะ อัตถิ และอวิคตะ อันเป็นสหชาตะเหล่านี้.
แม้ในวัตถุรูปก็นัยนี้เหมือนกัน. จริงอยู่ แม้วัตถุรูปนั้นจะเกิดก่อนก็จริงแต่หาเป็นปุเรชาตปัจจัยไม่ เพราะรวมกับขันธ์ คำว่า ปุเรชาตํ ตรัสแล้วด้วยอำนาจแห่งนิสสยปัจจัยเป็นต้น ที่เกิดก่อนอย่างเดียว.
ปัจจัย ๔ ด้วยอำนาจสหชาตะ นิสสยะ อัตถิ และอวิคตะ พระองค์ทรงแสดงแล้วด้วยปัจจัย ๔ ที่ท่านกล่าวว่า สหชาตํ ปจฺฉาชาตํ อาหารํอินฺทฺริยํ ในปัญหาที่ ๒. จริงอยู่ ในวาระนี้ย่อมได้สหชาตปัจจัยด้วยไม่ได้ปัจฉาชาตปัจจัยเป็นต้น ก็คำนั้นท่านกล่าวด้วยอำนาจแห่งปัจฉาชาตะและอัตถิ และอวิคตะ กล่าวคือ อาหารและอินทรีย์ เพราะว่ากุศลขันธ์ทั้งหลาย อัพยากตะและมหาภูตรูปเป็นปัจจัยแก่อุปาทายรูป โดยส่วน ๔คือ สหชาตปัจจัย นิสสยปัจจัย อัตถิปัจจัย อวิคตปัจจัย. ก็กุศลที่เกิดในภายหลังเป็นปัจจัยแก่อุปาทายรูปเหล่านั้นนั่นหละ กับภูตรูปเหล่านั้นเหมือนกัน ด้วยอำนาจอัตถิและอวิคตปัจจัย. แม้ กพฬีการาหาร กับกุศล
ที่เกิดภายหลัง ก็เป็นปัจจัยแก่กายที่เกิดก่อน ด้วยอำนาจของอัตถิและอวิคต-ปัจจัย. แม้ รูปชีวิตินทรีย์ กับกุศลที่เกิดภายหลังก็เป็นปัจจัยแก่กัมมชรูปด้วยอำนาจของอัตถิและอวิคตปัจจัยนั่นเอง. คำนี้ว่า สหชาตํ ปจฺฉาชตํอาหารํ อินฺทฺริยํ พระองค์ตรัสหมายถึงความเป็นปัจจัยโดยส่วน ๔ นี้.
ก็ปัจฉาชาตะ อาหาระ และอินทริยปัจจัยย่อมไม่ได้ในอธิการนี้.
แม้ใน ปัญหา ๒ ข้อ ที่รวมกับอกุศล ข้างหน้าก็นัยนี้เหมือนกัน.
บัณฑิตพึงทราบประเภทแห่งปัจจัยทั้งหลาย ที่ท่านย่อกล่าวไว้ในปัญหาเหล่านั้น ๆ โนอธิการนี้ด้วยประการฉะนี้ ฝ่ายข้าพเจ้าจักทำให้แจ้ง ซึ่งความลดและความไม่ลดแห่งปัญหาเหล่านั้นๆ ในปัจจัยนั้น ๆ ข้างหน้าแล.
วรรณนาความแห่งปัจจยุทธาระ จบ
วรรณนาความแห่งกุสลติกปัฏฐาน
ปัจจนียนัย
วาระ ๑๕ เหล่านี้ว่า กุสโล ธมฺโม กุสลสฺส ธมฺมสฺส เป็นต้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้แล้ว ด้วยสามารถอนุโลม. เพราะแม้ในปัจจนียะ ก็วาระเหล่านี้แหละ ไม่มีเกินไปกว่านี้ มีแต่ต่ำกว่านี้ ฉะนั้นบัดนี้ เพื่อจะแสดงวาระที่จะมีได้ในปัจจนียะแห่งวาระใด ๆ ตั้งแต่ต้น ด้วยอำนาจแห่งจำนวน พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงเริ่มคำว่า นเหตุยา ปณฺณรสเป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นเหตุยา คือ วาระ ๑๕ ที่ได้ด้วยสามารถแห่งปัจจัยทั้งหลายตามที่แสดงไว้ แม้ทั้งหมด. ใน นอารัมมณะเหตุปัจจัยย่อมผนวกเข้าในสหชาตปัจจัย. ในวาระนั้น ๆ อารัมมณปัจจัยล้วน ๆ ย่อมขาดไป. วาระเหล่านั้นย่อมได้วิสัชนาด้วยอำนาจแห่งปัจจัยที่เหลือ. แม้ในปัจจัยที่เหลือก็เหมือนกับนอารัมมณปัจจัย. เหตุปัจจัยย่อมได้ในสหชาตปัจจัย. ก็ปัจจัยทั้งหลายที่ตั้งอยู่ด้วยปัจจนียะอย่างนี้ คือนอุปนิสฺสเย นอนนฺตเร (ปัจจัยนั้นๆ) ย่อมขาดไปในวาระนั้น ๆ. วาระเหล่านั้น ๆ ย่อมได้รับวิสัชนาด้วยอำนาจปัจจัยที่เหลือ. ส่วนในนสหชาต-ปัจจัย ๔ วาระเหล่านั้นย่อมขาดไป
คือ กุศลธรรมเป็นปัจจัยแก่กุศลและอัพยากตะ อกุศลธรรมเป็นปัจจัยแก่อกุศลและอัพยากตะ, กุศลและอัพยากตธรรมเป็นปัจจัยแก่กุศล. อกุศลและอัพยากตธรรมเป็นปัจจัยแก่อกุศล (กุ-กุ. อัพ,อกุ-อกุ.อัพ,กุ.อัพ-กุ, อกุ. อัพ-อกุ.) จริงอยู่ ท่านกล่าวปัจจัยสังคหะหมวด ๑ ด้วยอำนาจแห่งปัจจัย ๑๑ ว่า สหชาตปจฺจ-เยน ปจิจโย ในวาระ ๒ ข้อต้น แห่งวาระ ๔ เหล่านี้ เมื่อปัจจัยสังคหะนั้นถูกปฏิเสธไป วาระเหล่านั้นย่อมไม่ได้รับวิสัชนาโดยอาการอื่น. คำว่าสหชาตํ ปุเรชาตํ ท่านกล่าวหมายเอานิสสยะ อัตถิ และอวิคตปัจจัยในวาระ ๒ ข้างท้าย เมื่อสหชาตปัจจัยถูกปฏิเสธไป วาระเหล่านั้นย่อมไม่ได้วิสัชนาด้วยอำนาจแห่งปัจจัยที่เหลือ มีเหตุปัจจัยเป็นต้น และไม่ได้ปุเรชาตปัจจัย นิสสยะ อัตถิ อวิคตปัจจัยด้วย เพราะฉะนั้น วาระทั้ง ๔เหล่านี้จึงขาดไป. คำว่า เอกาทส (๑๑ วาระ) ท่านกล่าวไว้ด้วยอำนาจแห่งวาระที่เหลือ.
ในข้อนั้นพึงมีคำถามว่า เมื่อเหตุปัจจัยถูกปฏิเสธออก วาระเหล่านั้นจึงมีด้วย อำนาจแห่งอธิปติปัจจัยเป็นต้นที่เหลือ เพราะเหตุไร เมื่อสหชาต-ปัจจัยถูกปฏิเสธออก วาระจึงไม่มีด้วยอำนาจแห่งเหตุปัจจัยเป็นต้น ที่เหลือบ้าง แก้ว่า เพราะไม่มีธรรมจะมาอ้างอิง (นิปปเทส) จริงอยู่ เหตุปัจจัยเป็นต้น ชื่อว่ายังมีธรรม (เหลือไว้) อ้างอิง (สัปปเทส) เพราะยังมีสหชาตปัจจัยอยู่อีกส่วนหนึ่ง (หรือเพราะเป็นส่วนหนึ่งแห่งสหชาตปัจจัย).
เพราะฉะนั้น เมื่อเหตุปัจจัยเป็นต้นเหล่านั้นถูกปฏิเสธออกแล้ว วาระเหล่านั้นย่อมได้รับวิสัชนาด้วยอำนาจแห่งปัจจัยอื่น แต่สหชาตปัจจัยไม่มีธรรม (เหลือไว้) อ้างอิง ย่อมรวมเอาเหตุปัจจัยเป็นต้นทั้งหมดเข้ามาด้วยเมื่อสหชาตปัจจัยนั้นถูกปฏิเสธไป เหตุปัจจัยเป็นต้น เหล่านั้นแม้ทั้งหมดจึงเป็นอันถูกปฏิเสธไปด้วย. เพราะว่าขึ้นชื่อว่าเหตุปัจจัย เป็นต้น ที่จะไม่เกิดพร้อมกันย่อมไม่มี. เพราะสหชาตปัจจัยไม่มีธรรมอ้างอิง เมื่อสหชาต-ปัจจัยนั้นถูกปฏิเสธออก วาระทั้ง ๒ เหล่านั้นจึงมีไม่ได้ด้วยประการฉะนี้.
ก็ในวาระที่ท่านวิสัชนาแล้วว่า สหชาตํ ปุเรชาตํ ถึงสหชาตปัจจัยเท่านั้นจะไม่มีจริง แต่เพราะในอธิการนี้ อรูปขันธ์เกิดร่วมกันเท่านั้นเป็นปัจจัยด้วยอำนาจนิสสยะ อัตถิ และอวิคตะ ก็เมื่อสหชาตปัจจัยถูกปฏิเสธแล้วนิสสยะ อัตถิ และอวิคตปัจจัย ที่เกิดร่วมกันโดยส่วนเดียวโดยแน่นอน ก็เป็นอันถูกปฏิเสธไปด้วย เพราะฉะนั้น วาระแม้เหล่านั้นจึงมีไม่ได้ เพราะสหชาตปัจจัยนั้นถูกปฏิเสธไปแล. วาระ ๔ เหล่านั้นในอธิการนี้ จึงขาดไปโดยประการทั้งปวง ด้วยประการฉะนี้. คำว่า เอกาทส ท่านกล่าวด้วยอำนาจวาระที่เหลือเท่านั้น.
แม้ใน นอัญญมัญญะ นนิสสยะ และนสัมปยุตตปัจจัย วาระ ๔
เหล่านั้นเองขาดไป ถามว่า เพราะเหตุไร แก้ว่า เพราะมีคติเหมือนสหชาตปัจจัย. เหมือนอย่างว่า สหชาตปัจจัยที่เป็นอรูปธรรมย่อมรวมอรูปขันธ์ ๔ ไว้โดยไม่เหลือ ฉันใด แม้อัญญมัญญะ นิสสยะ และสัมป-ยุตตปัจจัย ก็ฉันนั้น. เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า เมื่อปัจจัยเหล่านี้ ถูกปฏิเสธออกแล้ว วาระเหล่านั้นจึงมีไม่ได้ เพราะปัจจัยเหล่านี้มีคติเช่นเดียวกับสหชาตปัจจัย เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า นอญฺญมญฺเญเอกาทส นนิสฺสเย เอกาทส นสมฺปยุตฺเต เอกาทส.
ในข้อนั้น พึงมี คำถาม ว่า ปัจจัยเหล่านี้ มีคติเหมือนสหชาตปัจจัยเพราะเป็นที่รวมแห่งขันธ์ ๔ อันต่างโดยกุศลเป็นต้น โดยไม่แปลกกันก็จริง แต่กุศลก็หาเป็นปัจจัยโดยประการอื่นเว้น สหชาตปัจจัย แก่กุสลา-พยากตะไม่ เพราะฉะนั้น เมื่อกุศลนั้นถูกปฏิเสธออก วาระนั้นก็ขาดไป(เป็นธรรมดา) แต่กุศลย่อมไม่เป็นอัญญมัญญปัจจัยแก่กุสลาพยากตะ เมื่อกุศลนั้นถูกปฏิเสธไป ทำไมวาระนั้นจึงต้องขาดไปด้วย แก้ว่า เพราะมีความเป็นไปด้วยอำนาจแห่งธรรมที่อิงอาศัยกันและกัน เหมือนอย่างว่ากุสลาพยากตะไม่เป็นสหชาตปัจจัยแก่กุศล แต่วาระนั้นก็ขาดไปในเมื่อยกกุศลนั้นออก เพราะมีความเป็นไปโดยนิสสยปัจจัยเป็นต้น ด้วยอำนาจแห่งธรรมที่เกิดร่วมกัน ฉันใด แม้ในอธิการนี้เมื่อยกกุศลนั้นออก วาระแม้นั้นย่อมขาดไป เพราะมีความเป็นไปโดยเป็นสหชาตะเป็นต้น ด้วยอำนาจแห่งธรรมที่เป็นอัญญมัญญปัจจัย ฉันนั้น.
ก็บทว่า นอญฺมญฺปจฺจเยน ปจฺจโย มีเนื้อความดังนี้ ธรรม
เหล่าใดถึงการนับว่าเป็นอัญญมัญญปัจจัย การเป็นปัจจัยด้วยธรรมเหล่านั้น
ย่อมไม่มี แต่กุศลเมื่อเป็นปัจจัยแก่กุสลาพยากตะ ด้วยอำนาจสหชาตปัจจัยเป็นต้น ย่อมไม่เป็นด้วยธรรม คืออัญญมัญญปัจจัยเท่านั้น เพราะฉะนั้นเมื่อกุศลนั้นถูกปฏิเสธออกวาระนั้นจึงขาดไป ก็วาระนั้นย่อมขาดไป ฉันใดวาระ ๓ แม้ที่เหลือก็ย่อมขาดไป ฉันนั้น วาระ ๔ แม้เหล่านั้นย่อมขาดไปด้วยประการฉะนั้น.
แม้ในคำว่า นนิสฺสเย เอกาทส นี้ มีวินิจฉัยดังนี้ เพราะปัจจัยธรรมทั้งหลายที่เกิดร่วมกันโดยส่วนเดียว เป็นที่อาศัยแห่งวาระเหล่านั้นฉะนั้น เมื่อธรรมเป็นที่อาศัย ถูกปฏิเสธออก วาระเหล่านั้นจึงขาดไปด้วย.
สองบทว่า ปุเรชาเต เตรส (นปุเรชาตปัจจัย มี ๑๓วาระ) ความว่า มีวาระ ๑๓ เพราะนำเอาวาระ ๒ ที่มีมูล ๒ ที่มีวิสัชนาอัน ท่านกล่าวไว้ว่า สหชาตํ ปุเรชาตํ ออกเสีย เหมือนอย่างว่า เมื่อยกสหชาตปัจจัยออก วาระเหล่านั้นย่อมไม่ได้วิสัชนา ด้วยอำนาจแห่งนิสสยะ อัตถิ และอวิคตปัจจัย เฉพาะที่เป็นปุเรชาตเท่านั้น ฉันใด แม้เมื่อปุเรชาตปัจจัยถูกยกออกเสียแล้ว วาระเหล่านั้นย่อมไม่ได้วิสัชนาด้วยอำนาจนิสสยะอัตถิ และอวิคตปัจจัย เฉพาะที่เป็นสหชาตะเท่านั้น ฉันนั้น เพราะฉะนั้นผู้ศึกษาพึงทราบว่ามีวาระ ๑๓ เพราะนำออกเสียซึ่งวาระเหล่านั้น.
ในคำว่า นปจฺฉาเต ปณฺณรส นี้ ย่อมได้ปัญหาทั้งหลายเหล่านั้นแม้ด้วยอำนาจแห่งปัจจัยที่เหลือ เว้นปัจฉาชาตปัจจัยในอาคตสถาน(ที่มา) ว่า ปจฺฉาชาตปจฺจเยน ปจฺจโย หรือว่า สหชาตํ ปุเรชาตํอาหารํ อินฺทริยํ ดังนี้ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ ๑๕วาระเท่านั้น.
ในคำว่า นกมฺเม เป็นต้น มีวินิจฉัยว่า เพราะแม้กัมมปัจจัย วิปาก-ปัจจัย อาหารปัจจัย อินทริยปัจจัย ฌานปัจจัย และมัคคปัจจัย ก็เป็นส่วนหนึ่งแห่งขันธ์ ๔ อันต่างโดยกุศลเป็นต้น ฉะนั้น ยกเว้น ธรรมเหล่านั้นเสียธรรมที่เกิดร่วมจึงจัดเป็นปัจจัยได้ด้วยอำนาจแห่งธรรมที่เหลือ เพราะ-ฉะนั้น การวิสัชนาปัญหาจึงไม่ลดไปแม้เพียงข้อเดียว.
คำว่า นสมฺปยุตฺเต เอกาทส ความว่า เพราะธรรมที่สัมปยุตกันเป็นปัจจัยกัน ด้วยอำนาจสหชาตะเป็นต้น ในวาระ ๔ เหล่านั้น ฉะนั้นพึงทราบว่าวาระเหล่านั้นเท่านั้นขาดไป เพราะปฏิเสธสัมปยุตตปัจจัย.
คำว่า นวิปฺปยุตฺเต นว ความว่า วาระ ๖ เหล่านั้น คือ วาระ ๔อันมีอวสานบทบทเดียว ซึ่งเกิดแต่ธรรมที่มีมูล ๒ และ ๒ วาระอันมีอวสานบท ซึ่งเกิดแต่ธรรมที่มีมูล ๑ และมูล ๒ ประกอบแล้วด้วยปัจจัย-ธรรมที่วิปปยุตกันโดยส่วนเดียว. วาระเหล่านั้นย่อมเป็นปัจจัยด้วยอำนาจสหชาตะเป็นต้น เมื่อวิปปยุตตปัจจัยถูกปฏิเสธออกไป วาระเหล่านั้นทั้งหมดย่อมขาดไปด้วย เพราะฉะนั้น จึงได้ ๙ วาระเท่านั้น ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า นวิปฺปยุตฺเต นว.
แม้ใน โนนัตถิ และ โนอวิคตปัจจัย ผู้ศึกษาพึงทราบวาระ ๙เหล่านั้นเอง จริงอยู่ วาระเหล่านั้น ประกอบด้วยธรรม คือ อัตถิปัจจัยและอวิคตปัจจัยแน่นอน เพราะฉะนั้น วาระเหล่านั้นจึงขาดไป เพราะการปฏิเสธอัตถิ และอวิคตปัจจัยเหล่านั้น วาระแม้เหล่าใดที่ได้อยู่ ผู้ศึกษาพึงแต่งวิสัชนาในวาระเหล่านั้น ด้วยอำนาจอารัมมณปัจจัย หรืออนันตร-ปัจจัยเป็นต้น ผู้ศึกษาพึงแต่งวิสัชนาด้วยอำนาจแห่งปัจจัย ๕ อันต่างด้วยอำนาจของสหชาตะ ปุเรชาตะ ปัจฉาชาตะ อาหาระ และอินทริยปัจจัย
หรือด้วยอำนาจแห่งธรรมที่วิปปยุตกัน ซึ่งยังมีอยู่และยังไม่ปราศจากไปดังนี้แล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงวาระที่ได้ใน ปัจจนียนัย ด้วยการนับอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะแสดงการนับปัจจัย ด้วยอำนาจแห่งปัจจัยที่มีมูล ๒ เป็นต้น จึงทรงเพิ่มคำว่า นเหตุปจฺจยา นารมฺมเณปณฺณรส เป็นต้น พึงทราบวินิจฉัยในคำนั้นต่อไป.
ใน นเหตุมูลกทุกะ เป็นปัจจัยที่นับได้มากกว่า ครั้นประกอบกับปัจจัยที่นับได้น้อยกว่าย่อมเป็นปัจจัยที่นับได้น้อยกว่าไปด้วย. ใน ติมูลกนัยวาระ ๒ คือ กุศลเป็นปัจจัยแก่อกุศล อกุศลเป็นปัจจัยแก่กุศล (กุ-อกุ,อกุ-กุ) ในคำว่า นอุปนิสฺสเย เตรส ย่อมขาดไป. เพราะเหตุไร ?
เพราะ นอุปนิสสยปัจจัย ท่านเชื่อมไว้กับ นอารัมมณปัจจัย. จริงอยู่วาระเหล่านี้เป็นไปด้วยอำนาจอารัมมณปัจจัย และอุปนิสสยปัจจัย. และปัจจัยทั้ง ๒ นั้น อันท่านยกเสียแล้ว (ปฏิเสธ) วาระนั้นเป็นอันท่านถือเอาแล้วด้วยจำนวนแห่งอารัมมณาธิปติ และอารัมมณูปนิสสยปัจจัยเท่านั้น.
สองบทว่า นอุปนิสฺสเย เตรส แม้ใน ฉมูลกนัย ก็คือวาระ ๑๓เหล่านั้นนั่นแหละ.
พึงทราบวินิจฉัยใน สัตตมูลกนัย ต่อไป. สองบทว่า นอุปนิสฺสเยสตฺต ได้แก่ วาระ ๘ คือ วาระ ๔ อัน เป็นไปอยู่ด้วยอำนาจแห่งอนันต-รูปนิสสยปัจจัย และปกตูปนิสสยปัจจัยเหล่านั้น คือ ๑. กุศลเป็นปัจจัยแก่กุศล (กุ-กุ)๒. กุศลเป็นปัจจัยแก่อกุศล (กุ-อกุ) ๓. อกุศลเป็นปัจจัยแก่อกุศล (อกุ-อกุ) ๘. อกุศลเป็นปัจจัยแก่กุศล (อกุ-กุ) และกับ
วาระ ๔ ที่ขาดไปในอธิการนั้น เพราะเนื่องกับ นสหชาตปัจจัย ย่อมขาดไป เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า สตฺต คือ ๗ วาระด้วยอำนาจแห่งปัจจัยที่เหลือ.
สองบทว่า นปุเรชาเต เอกาทส คือ มีวาระ ๑๑ เพราะเนื่องกันนสหชาตปัจจัย.
สองบทว่า นปจฺฉาชาเต นว ความว่า จริงอยู่ ในวาระ ๑๑ เหล่านี้เพราะนำเอาวาระ ๓ซึ่งมีมูล ๒ และมีอัพยากตะเป็นอวสานบท มีวิสัชนาอันได้แล้วว่า สหชาตํ ปจฺฉาชาตํ อาหารํ อินฺทฺริยํ ออกเสีย แม้เมื่อมีการปฏิเสธสหชาตปัจจัย วาระเหล่านั้นก็ยังไม่ขาดไป ด้วยอำนาจปัจฉา-ชาดปัจจัย แต่เมื่อมีการปฏิเสธปัจฉาชาตปัจจัยกับสหชาตปัจจัย วาระเหล่านี้ย่อมขาดไป เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า นว คือ๙ วาระ ด้วยอำนาจแห่งปัจจัยที่เหลือ.
สองบทว่า นนิสฺสเย เอการส ใน อัฏฐมูลนัย คำอธิบายทั้งหมดเหมือนกับที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้วในหนหลัง.
พึงทราบวินิจฉัยใน นวมูลกนัย ต่อไป. สองบทว่า นอุปนิสฺสเยปญฺจ ความว่า มี ๕ วาระ คือ วาระ ๓ หมวด ๓ แห่งกุศล เป็นต้น อันมีอัพยากตะเป็นที่สุด และวาระ ๒ อันมีมูล ๒ มีอัพยากตะเป็นอวสานบทพึงทราบวิสัชนาในวาระ ๕ เหล่านั้น ด้วยอำนาจแห่งธรรม คือ นานาก-ขณิกกัมมปัจจัย กพฬีการาหาร รูปชีวิตินทรีย์ และปัจฉาชาตปัจจัย.
วาระเหล่านั้นเอง ย่อมมีแม้ในคำเป็นต้นว่า นปุเรชาเต ปญฺจ. ในทสมูลกนัย สองบทว่า นปจฺฉาชาเต ตีณิ คือ วาระที่เหลือ นอกจากวาระ ๒ อันมีมูล ๒ มีอัพยากตะเป็นอวสานบท อันได้อยู่ด้วยอำนาจ
ปัจฉาชาตปัจจัย. วาระ ๓ เหล่านั้นเอง ย่อมมีแม้ในนวิปปยุตปัจจัย สองบทว่า โนอตฺถิยา เทฺว คือ กุศล และอกุศล เป็นปัจจัยแก่กัมมชรูปด้วยอำนาจแห่งนานากขณิกกัมมปัจจัย. ก็ในอธิการนี้ย่อมไม่ได้วิบากเพราะเนื่องกับ นอุปนิสสยปัจจัย. การนับใน เอกาทสมูลกนัย เช่นเดียวกับที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้วในหนหลังนั่นเอง.
สองบทว่า นกมฺเม เอกํ ใน ทวาทสมูลกนัย คือ อัพยากตะกับอัพยากตะ ก็ในข้อนั้น ผู้ศึกษาพึงทราบวิสัชนาด้วยอำนาจอาหาร และอินทรีย์. ผู้ศึกษาพึงถือเอาวิสัชนานี้แหละ ในอาคตสถานว่า เอกํ (=๑วาระ) แม้ใน เตรสมูลกนัย เป็นต้น. แต่ในนอาหารปัจจัย พึงทราบวิสัชนาด้วยอำนาจแห่งอินทรีย์ ใน นอินทริยปัจจัย พึงทราบวิสัชนาด้วยอำนาจแห่งอาหาระ.
ใน จุททสมูลกนัย เป็นต้น ย่อมไม่ได้ โนอัตถิ และ โนอวิคต-ปัจจัย เพราะเนื่องด้วยนกัมมปัจจัย เหตุนั้นท่านจึงไม่กล่าวไว้. ท่านกล่าวคำว่า นาหารปจฺจยา นณานเปจฺจยา ไว้โดยนำเอา นอินทริยปัจจัยออกเสีย เพราะฉะนั้น ในฐานะเช่นนั้น ผู้ศึกษาพึงทราบวิสัชนา ๑ ด้วยอำนาจแห่งอินทริยปัจจัย. คำว่า นวิปากปจฺจยา นอินฺทริยปจฺจยา ท่านกล่าวไว้โดยนำอาหาระออกเสีย เพราะฉะนั้น ในฐานะนั้นพึงทราบวิสัชนา ๑ ด้วยอำนาจแห่งอาหารปัจจัย ก็ขึ้นชื่อว่าการนับในวาระ ๒เหล่านี้ ซึ่งตั้งอยู่โดยความเป็นปัจจนียะย่อมไม่มี เพราะฉะนั้น ท่านจึงไม่ได้แสดงไว้ด้วยกันแล.
นเหตุมูลกนัย จบ
แม้ใน นอารัมมณมูลกนัย เป็นต้น พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้การกำหนดจำนวนมูลในทุกะทั้งปวงมี เท่านั้น คือ ๑๕-๑๓-๑๑-๙ส่วนในติมูลกนัยเป็นต้น ย่อมได้วิสัชนาซึ่งมีจำนวนอันท่านกำหนดไว้แล้ว คือ ๗-๕-๓-๒-๑ นอกไปอีก เพราะการประกอบร่วมกันแห่งปัจจัยเป็นอันมาก วิสัชนาใด ๆ ย่อมมีได้เพราะการประกอบร่วมกันแห่งปัจจัยเหล่าใด ในบรรดาปัจจัยเหล่านั้น ผู้ศึกษาพึงกำหนดวิสัชนาและปัจจัยนั้น ๆ ให้ดี แล้วยกขึ้นตามนัยที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้วในหนหลัง ก็ในนอารัมมณมูลกนัย เป็นต้น เหล่านั้นทั้งหมด ผู้ศึกษาพึงเชื่อมบททั้งหลายมีนารัมมณบท เป็นต้น กับ นเหตุบท ที่ผ่านมาแล้วเป็นอันดับแรก แล้วทำเป็นจักร (หมุนเวียนไป) ก็เพราะบทเหล่านั้นเป็นเช่นเดียวกับที่กล่าวแล้วในนเหตุมูลกนัยนั่นเอง ฉะนั้น ท่านจึงไม่แสดงโดยพิสดาร แสดงไว้เพียงย่อ ๆ.
พึงทราบวินิจฉัยในบทเหล่านั้นต่อไป ใน นเหตุกมูลกนัย ในเพราะนอารัมมณะ และในเพราะนอุปนิสสยปัจจัย ย่อมได้วาระ ๑๕ แยก ๆกันไป ได้วาระ ๑๓ เพราะประกอบร่วมกัน ฉันใด ย่อมได้วาระ ๑๓ เท่านั้นในที่ทั่วไป ฉันนั้น. อนึ่ง ใน นอุปนิสสยปัจจัย วาระ ๗ ย่อมมีด้วยนอารัมมณะ และนสหชาตปัจจัย ฉันใด แม้ในนสชาตปัจจัยก็มีวาระ๗ด้วยนอุปนิสสยะ และนอารัมมณปัจจัย ฉันนั้น.
คำว่า นนิสฺสยปจฺจยา นอุปนิสฺสยปจฺจยา นปจฺฉาชาเต ตีณิ คือวิสัชนา ๓ วาระ มีกุศลเป็นต้น มีอัพยากตะเป็นที่สุด ปัจจัยเหล่านั้นมีกัมมชรูปและอาหารชรูปเป็นปัจจยุบบัน ในหมวด ๔ มี นอาหาระ และ
นอินทริยะ เป็นมูล ย่อมไม่ได้วาระโดยแน่นอน เหมือนในนเหตุมูลกนัยเพราะไม่เชื่อมกัมมปัจจัย.
ใน นอินทริยมูล คำว่า "นอุปนิสฺสเย จ นปุเรชาเต จ ฐเปตฺวานาหาเร ตีณีติ กาตพฺพํ" อธิบายว่า ผู้ศึกษาพึงเชื่อมปัจจัย ๒ เหล่านี้จากนอินทริยปัจจัย แล้วทำการนับด้วยนอาหารปัจจัย กับปัจจัย ๒ เหล่านี้อย่างนี้ คือ นอินฺทฺริยปจฺจยา ฯเปฯ นอุปนิสฺสยปจฺจยา นาหาเร ตีณิ,น อินฺทฺริยปจฺจยา ฯเปฯ น ปุเรชาตปจฺจยา นาหาเร ตีณิ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตีณิ คือ กุศลเป็นต้นนั่นเอง เป็นปัจจัยแก่อัพยากตะ.
ในคำนั้นมีอธิบายดังต่อไปนี้ กุศลและอกุศลเป็นปัจจัยแก่กัมมชรูปและแก่กายที่เกิดก่อน ด้วยปัจฉาชาตปัจจัย ส่วนจิตและเจตสิกที่เป็นอัพยากตะเป็นปัจจัย ด้วยปัจฉาชาตปัจจัยอย่างเดียว ผู้ศึกษาพึงแต่งวิสัชนา๓ ข้อ ด้วยอำนาจแห่งปัจจัยเหล่านี้ ดังอธิบายมานี้.
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า นาหาเร เทฺว เพราะเชื่อมกับปัจฉา-ชาตปัจจัยข้างหน้า ในข้อนั้นได้วิสัชนาเพียงเท่านี้ คือ กุศลเป็นปัจจัยแก่อัพยากตะ ด้วยอำนาจที่เป็นกัมมชรูป และอกุศลเป็นปัจจัยแก่อัพยากตะด้วยอำนาจที่เป็นกัมมชรูปเหมือนกัน แต่เพราะอาหารถูกปฏิเสธออก กพ-ฬีการาหารจึงไม่ได้ความเป็นปัจจัย แม้ด้วยอำนาจอัตถิและอวิคตปัจจัย.
ใน จตุมูลกนัย แห่งตอนที่ว่าด้วยปัฏฐานที่มีนวิปปยุตตปัจจัยเป็นมูล. สองบทว่า นอุปนิสฺสเย ปญฺจ คือ มีวิสัชนา ๕ วาระ คือ กุศลเป็นปัจจัยก่กุศลที่เกิดพร้อมกัน กุศลเป็นปัจจัยแก่อัพยากตะ กล่าวคือกัมมชรูป อกุศลเป็นปัจจัยแก่อกุศลที่เกิดพร้อมกัน อกุศลเป็นปัจจัยแก่
อัพยากตะ คือกัมมชรูป อัพยากตะเป็นปัจจัยแก่อัพยากตะที่เกิดพร้อมกัน. คำว่า นวิปฺปยตฺตปจฺจยา ฯเปฯ นอุปนิสฺสเย ตีณิ คือ วาระ ๓มีกุศลเป็นต้น เป็นปัจจัยแก่อัพยากตะ ตามนัยที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้วในหนหลัง.
คำว่า โนอตฺถิปจฺจยา นเหตุยา นว คือ วาระ ๙ ที่ท่านกล่าวว่าเกิดเพราะนเหตุปัจจัย ในโนอัตถิปัจจัย. จริงอยู่ วาระเหล่านั้น ทั้งหมดวาระหนึ่งซึ่งมีมูลหนึ่งเป็นที่สุด ย่อมได้ด้วยอำนาจอนันตรปัจจัยและปกตู-ปนิสสยปัจจัย.
แม้สองบทว่า นอารมฺมเณ นว ความว่า ผู้ศึกษาพึงตั้งวาระเหล่า-นั้นแหละไว้ในนอารัมมณปัจจัย แล้วแบ่งอุปนิสสยปัจจัยออกเป็น ๒.
สองบทว่า ยาว นิสฺสยมฺปิ ความว่า ในนัยที่มีโนอัตถิปัจจัยเป็นมูล ผู้ศึกษาพึงตั้งไว้ในนอารัมมณปัจจัย ด้วยการหมุนเวียนอย่างนี้ คือ โน-อตฺถิปจฺจยา นเหตุปจฺจยา นอารมฺมณปจฺจยา ไปจนถึง นิสสยปัจจัยแล้ว พึงแต่งวิสัชนา ๒ วาระ ในอุปนิสสยปัจจัย กับด้วยปัจจัยอย่างนี้ หรือปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่ง มีนอธิปติปัจจัยเป็นต้น ถัดจากนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งลักษณะอย่างนี้แล้ว ทรงถือเอาปัจจัย ๗ตั้งแต่นอารัมมณปัจจัยจนถึงนนิสสยปัจจัยอีก แล้วตรัสว่า นอุปนิสฺสเยเทฺว ในข้อนั้นผู้ศึกษาพึงแต่งโยชนาจากนารัมมณปัจจัยกับบททั้งปวง มีนนิสสยปัจจัยเป็นที่สุดทั้งข้างหน้าและข้างหลังอย่างนี้ คือ โนอตฺถิปจฺจยานเหตุปจฺจยา นอารมฺมณปจฺจยา นอุปนิสฺสเย เทว, โนอตฺถิปจฺจยานเหตนารมฺมณนาธิปติปจฺจยา นอุปนิสฺสเย เทฺว. ก็บทว่า เทฺว ในอธิการ
นี้ ผู้ศึกษาพึงทราบด้วยอำนาจแห่งปัจจัยแห่งกัมมชรูป ด้วยอำนาจแห่งนานากขณิกกัมมะ คือ กุศลเป็นปัจจัยแก่อัพยากตะ อกุศลเป็นปัจจัยแก่อัพยากตะ. ใน นปุเรชาตปัจจัย เป็นต้น กับ นอุปนิสสยบท พึงทราบวิสัชนา ๒ ในที่ทุกสถาน ก็ในอธิการนี้ท่านไม่ถือเอากัมมปัจจัย จริงอยู่เมื่อถือเอากัมมปัจจัยนั้น วาระเหล่านั้นย่อมขาดไปด้วย ย่อมไม่ได้วิสัชนาในการเทียบเคียงวิสัชนาใด ๆ กับวิสัชนาใดๆ วิสัชนาใดมีได้และวิสัชนาใดขาดไป ผู้ศึกพึงกำหนดวิสัชนานั้นทั้งหมดให้ดี แล้วพึงขยายจำนวนในปัจจนียะทั้งหมด.
ปัจจนียนัย จบ
การนับวาระในอนุโลมปัจจนียะแห่งปัญหาวาระ
เหตุมูลกนัย
เหตุสภาคะ
[๗๕๒] เพราะเหตุปัจจัย ในนอารัมมณปัจจัย มี ๗ วาระ... ในนอธิปติปัจจัย มี ๗ วาระ ในนอนันตรปัจจัย มี ๗ วาระ ในนสมนันตร-ปัจจัย มี ๗ วาระ ในนอัญญมัญญปัจจัย มี ๓ วาระ ในนอุปนิสสยปัจจัย มี ๗ วาระ ในนปุเรชาตปัจจัย มี ๗ วาระ ในนปัจฉาชาตปัจจัยมี ๗ วาระ ในนอาเสวนปัจจัย มี ๗ วาระ. ในนกัมมปัจจัย มี ๗ วาระในนวิปากปัจจัย มี ๗ วาระ. ในนอาหารปัจจัย มี ๗ วาระ ในนอินทริยปัจจัย มี ๗ วาระ ในนฌานปัจจัย มี ๗ วาระ ในนมัคคปัจจัย
End of โนอัตถิมูลกนัย