arnon.worldSign in

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ · โลณผลวรรค

สังฆสูตร เล่ม ๒๐

Text layerBuddha’s wordsItems ๕๔๑ (Royal Thai)10/11 in โลณผลวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ โลณผลวรรค สังฆสูตร (Royal Thai Volume 20 · Mahachula Volume 20 · Mahamakut Volume 34 · Chaloem Phrakiat Volume 20)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 20, pp. 383–387

Page 383

อาการใด ๆ เขาจะต้องเสวยผลแห่งกรรมนั้นด้วยอาการนั้น ๆ’ เมื่อเป็นเช่นนี้ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ของผู้นั้นย่อมมีได้ โอกาสที่จะทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบย่อมปรากฏ”

๑๐. ปังสุโธวกสูตร

ว่าด้วยอุปกิเลส ๓ อย่างเปรียบด้วยเครื่องเศร้าหมองของทอง

{๕๔๑} [๑๐๒๒] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทองมีเครื่องเศร้าหมองอย่างหยาบ คือ ดินทราย ก้อนกรวด และกระเบื้อง คนล้างฝุ่นหรือลูกมือของคนล้างฝุ่นเกลี่ยทองนั้นเทลงไปในรางนํ้าแล้วล้าง ล้างแล้วล้างอีก ล้างจนหมด เมื่อล้างเครื่องเศร้าหมองอย่างหยาบจนหมดจนสิ้นแล้ว ทองยังคงมีเครื่องเศร้าหมองอย่างกลาง คือ ก้อนกรวดอย่างละเอียด ทรายอย่างหยาบ คนล้างฝุ่นหรือลูกมือคนล้างฝุ่นก็ล้างทองนั้น ล้างแล้วล้างอีก ล้างจนหมด เมื่อล้างเครื่องเศร้าหมองอย่างกลางจนหมดจนสิ้นแล้ว ทองยังมีเครื่องเศร้าหมองอย่างละเอียด คือ ทรายอย่างละเอียดและสะเก็ดกลัมพัก คนล้างฝุ่นหรือลูกมือคนล้างฝุ่นย่อมล้างทองนั้น ล้างแล้วล้างอีก

ล้างจนหมด เมื่อล้างเครื่องเศร้าหมองอย่างละเอียดจนหมดจนสิ้นแล้ว คราวนี้ยังเหลือแต่แร่ทองคำ ช่างทองหรือลูกมือของช่างทองใส่ทองในเบ้าหลอมแล้วเป่าทองนั้น เป่าแล้วเป่า เล่าเปาจนได้ที่ ยังไม่ติดสนิทแนบเป็นเนื้อเดียวกัน ยังไม่ถูกนำเอารสฝาดออก มันย่อมไม่อ่อน ไม่ควรแก่การงาน ไม่ผุดผ่อง ยังแตกง่ายและใช้งานไม่ได้ดี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีสักเวลาหนึ่งที่ช่างทองหรือลูกมือของช่างทองเป่าทองนั้นเป่าแล้วเป่าเล่าเป่าจนได้ที่ จนทองนั้นถูกเป่า ถูกเป่าแล้วเป่าเล่าถูกเป่าจนได้ที่ ติดสนิทแนบเป็นเนื้อเดียวกัน ถูกนำเอารสฝาดออกแล้ว เป็นของอ่อน ควรแก่การงาน ผุดผ่อง ไม่แตกง่าย และใช้งานได้ดี เขามุ่งหมายเพื่อให้เป็นเครื่องประดับชนิดใด ๆ คือ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นทอง ต่างหู

Page 384

สร้อยคอ หรือดอกไม้ทอง ก็ย่อมสำเร็จประโยชน์เป็นเครื่องประดับชนิดนั้น ๆ ได้ ฉันใด

[๑๐๒๓] ฉันนั้นเหมือนกันแล ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบอธิจิตก็ยังมีอุปกิเลสอย่างหยาบ คือ กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริตอยู่ ภิกษุผู้มีชาติเป็นคนฉลาดย่อมละทิ้ง ย่อมบรรเทาอุปกิเลสอย่างหยาบแห่งใจนั้นเสีย ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีได้ เมื่อละมันได้ ทำให้มันสิ้นไปได้แล้ว ภิกษุผู้ประกอบอธิจิตยังคงมีอุปกิเลสอย่างกลาง คือ กามวิตก (ความตรึกในทางกาม) พยาปาทวิตก (ความตรึกในทางพยาบาท) วิหิงสาวิตก (ความตรึกในทางเบียดเบียน) อยู่ ภิกษุผู้มีชาติเป็นคนฉลาดย่อมละทิ้ง ย่อมบรรเทาอุปกิเลสอย่างกลางแห่งใจนั้นเสีย ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มี เมื่อละมันได้ ทำให้มันสิ้นไปได้แล้ว ภิกษุผู้ประกอบอธิจิตยังคงมีอุปกิเลสอย่างละเอียด

คือ ความวิตกถึงชาติ ความวิตกถึงชนบท และความวิตกอันเกี่ยวเนื่องด้วยความไม่ดูหมิ่นอยู่ ภิกษุผู้มีชาติเป็นคนฉลาดย่อมละทิ้ง ย่อมบรรเทาอุปกิเลสอย่างละเอียดแห่งใจนั้นเสีย ทำให้สิ้นไปให้ถึงความไม่มี เมื่อละมันได้ ทำให้มันสิ้นไปได้แล้ว ต่อจากนั้นก็ยังคงเหลือแต่ธรรมวิตก สมาธินั้นยังไม่ละเอียด ไม่ประณีต ยังไม่ได้ความสงบระงับ ยังไม่ถึงความเป็นธรรมเอกผุดขึ้น ยังมีการห้ามการข่มกิเลสด้วยธรรมเครื่องปรุงแต่งอยู่ ดูก่อนภิกษุทิ้งหลาย ย่อมมีสักเวลาหนึ่งที่จิตจะดำรงแนบแน่นอยู่ในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่นอยู่ สมัยนั้นสมาธินั้นย่อมเป็นธรรมละเอียด ประณีต ได้ความสงบระงับ ถึงความเป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีการห้ามการข่มกิเลสด้วยธรรมเครื่องปรุงแต่งและภิกษุนั้นจะน้อมจิตไปเพื่อทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองซึ่งธรรมที่ควร ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองใด ๆ เธอย่อมถึงความเป็นผู้อาจสามารถในธรร นั้น ๆ ได้ทีเดียว เมื่อเหตุมี คือ

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑เมื่อเหตุมี ในที่นี้หมายถึงเหตุแห่ง(การเจริญ)สติต่าง ๆ มีฌาน(ที่เป็นบาทฐานแห่งอภิญญา)เป็นต้น ซึ่งจัดเป็นทั้งบุรพเหตุและปัจจุบันเหตุ (องฺ.ติก.อ. ๒๕๕)
Page 385

ถ้าภิกษุนั้นจำนงว่า ‘เราพึงแสดงฤทธิ์หลายประการ คือ คนเดียวทำให้เป็นหลายคนก็ได้ หลายคนทำให้เป็นคนเดียวก็ได้ จะปรากฏตัวหรือหายตัวก็ได้ ทะลุฝา ทะลุกำแพง ทะลุภูเขาไปได้ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้นดำลงในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ เดินบนนํ้าไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ นั่งขัดสมาธิเหาะไปในอากาศเหมือนสกุณปักษีก็ได้ ใช้ฝ่ามือลูบคลำดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์มากมีอานุภาพมากก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปตลอดถึงพรหมโลกก็ได้’ เธอย่อมถึงความเป็นผู้อาจสามารถในธรรมนั้น ๆ ได้ทีเดียว เมื่อเหตุมี[๑๐๒๔] ถ้าภิกษุนั้นจำนงว่า ‘เราพึงได้ยินเสียง ๒ ชนิด คือ เสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ทั้งในที่ไกลและใกล้ ด้วยทิพยโสตธาตุอันบริสุทธิ์ล่วงโสตวิสัยของมนุษย์’ เธอย่อมถึงความเป็นผู้อาจสามารถในธรรมนั้น ๆ ได้ทีเดียวเมื่อเหตุมี

ถ้าภิกษุนั้นจำนงว่า ‘เราพึงกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นได้ด้วยใจ คือ จิตมีราคะก็รู้ว่าจิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะก็รู้ว่าจิตมีโทสะ หรือจิตปราศจากโทสะก็รู้ว่าจิตปราศจากโทสะ

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑จิตทั้ง ๘ คู่นี้จัดเป็นโลกิยจิตทั้งสิ้น มีความหมายเป็นคู่ ๆ ดังนี้ (๑) จิตมีราคะ คือจิตที่ประกอบด้วยโลภะ หรือโลภมูลจิต ๘ ดวง จิตปราศจากราคะ คือกุสลจิตและอัพยากตจิตฝ่ายโลกิยะที่ไม่ประกอบด้วยโลภะ (๒) จิตมีโทสะ คือจิตที่ประกอบด้วยโทมนัส หรือโทสมูลจิต ๒ ดวง จิตปราศจากโทสะ คือกุศลจิตและอัพยากตจิตฝ่ายโลกิยะที่ไม่ประกอบด้วยโทมนัส (๓) จิตมีโมหะ คือจิตที่ประกอบด้วยวิจิกิจฉา(ความสงสัย)และอุทธัจจะ(ความฟุ้งซ่าน) หรือโมหมูลจิต ๒ ดวง(โมหะ ความหลงไม่รู้สภาพจิต มีบทบาทเกี่ยวข้องในอกุศลจิตทุกดวง (๑๒ ดวง) ฉะนั้น เมื่อถือตามนัยนี้ โลภมูลจิต ๘ ดวง และโทสมูลจิต ๒ ดวง หรืออกุศลจิตทุกดวงดวงก็ชื่อว่าจิตมีโมหะ) จิตปราศจากโมหะ คือกุศลจิตและอัพยากตจิตฝ่ายโลกิยะที่ไม่ประกอบด้วยโมหะ (๔) จิตหดหู่ คือจิตที่ถูกถีนมิทธะความหดหู่และเซื่องซึมครอบงำ จิตฟุ้งซ่าน คือจิตที่ถูกอุทธัจจะครอบงำ (๕) จิตเป็นมหัคคตะ คือรูปาวจรจิตและอรูปาวจรจิต (จิตของผู้ได้รูปฌานและอรูปฌาน หรือจิตของผู้อยู่ในรูปภูมิและอรูปภูมิ) จิตไม่เป็นมหัคคตะ คือกามาวจรจิต (จิตของผู้อยู่ในกามภูมิ) (๖) จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า คือกามาวจรจิต จิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า คือรูปาวจรจิตและอรูปาวจรจิต
Page 386

จิตมีโมหะก็รู้ว่าจิตมีโมหะ หรือจิตปราศจากโมหะก็รู้ว่าจิตปราศจากโมหะ จิตหดหู่ก็รู้ว่าจิตหดหู่ หรือจิตฟุ้งซ่านก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหัคคตะก็รู้ว่าจิตเป็นมหัคคตะ หรือจิตไม่เป็นมหัคคตะก็รู้ว่าจิตไม่เป็นมหัคคตะ จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้ว่าจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้ว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตเป็นสมาธิก็รู้ว่าจิตเป็นสมาธิ หรือจิตไม่เป็นสมาธิก็รู้ว่าจิตไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้นก็รู้ว่าจิตหลุดพ้น หรือจิตไม่หลุดพ้นก็รู้ว่าจิตไม่หลุดพ้น’ เธอย่อมถึงความเป็นผู้อาจสามารถในธรรมนั้น ๆ ได้ทีเดียว เมื่อเหตุมี

ถ้าภิกษุนั้นจำนงว่า ‘เราพึงระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกชาติได้หนึ่งชาติบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏฏวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ว่า ‘ในภพโน้น เราได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขทุกข์อย่างนั้น ๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพโน้นนั้นเราก็ได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขทุกข์อย่างนั้น ๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพโน้นนั้นแล้วจึงได้มาเกิดในภพนี้’ เธอระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมากพร้อมทั้งอาการ(คือวรรณะเป็นต้น) พร้อมทั้งอุเทศ(คือชื่อและโคตร) ด้วยประการฉะนี้ เธอย่อมถึงความเป็นผู้อาจสามารถในธรรมนั้น ๆ ได้ทีเดียว เมื่อเหตุมี

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. อีกนัยหนึ่ง รูปาวจรจิตชื่อว่าจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า อรูปาวจรจิตชื่อว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า (๗) จิตเป็นสมาธิ คือจิตที่ตั้งมั่นด้วยอัปปนาสมาธิและอุปจารสมาธิ จิตไม่เป็นสมาธิ คือจิตที่ปราศจากอัปปนาสมาธิและอุปจารสมาธิ (๘) จิตหลุดพ้น คือจิตที่ประกอบด้วยตทั้งควิมุตติ (หลุดพ้นกิเลสได้ชั่วขณะ) และวิกขัมภนวิมุตติ (หลุดพ้นกิเลสโดยข่มไว้ด้วยสมาธิ) จิตไม่หลุดพ้น คือจิตที่ปราศจากตทั้งควิมุตติและวิกขัมภนวิมุตติ (นัย ที.ม.อ. ๓๙๑)
Page 387

[๑๐๒๕] ถ้าภิกษุนั้นจำนงว่า ‘เราพึงเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุ อันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ พึงรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมได้ว่า ‘หมู่สัตว์เหล่านี้หนอประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ว่าร้ายพระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ หมู่สัตว์เหล่านั้นหลังจากตายไปจึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก’ หรือว่า ‘หมู่สัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ว่าร้ายพระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ หมู่สัตว์เหล่านั้นหลังจากตายไปจึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์’

เธอพึงเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ พึงรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมได้ด้วยประการฉะนี้’ เธอย่อมถึงความเป็นผู้อาจสามารถในธรรมนั้น ๆ ได้ทีเดียว เมื่อเหตุมีถ้าภิกษุนั้นจำนงว่า ‘เราพึงทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่’ เธอย่อมถึงความเป็นผู้อาจสามารถในธรรมนั้น ๆ ได้ทีเดียว เมื่อเหตุมี’’

๑๑. นิมิตตสูตร

ว่าด้วยนิมิต ๓

{๕๔๒} [๑๐๒๖] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบอธิจิตพึงกำหนดไว้ในใจซึ่งนิมิต ๓ ตลอดกาลตามกาล คือ

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อธิจิต จิตอันยิ่ง ในที่นี้ได้แก่ จิตในสมถะและวิปัสสนา (องฺ.ติก.อ. ๒๕๕)

End of สังฆสูตร