พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธสังยุต มัชฌิมปัณณาสก์ · อุปายวรรค
๓. อุทานสูตร เล่ม ๑๗
Text layerBuddha’s wordsItems ๑๐๘–๑๑๑ (Royal Thai)3/10 in อุปายวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุต มัชฌิมปัณณาสก์ อุปายวรรค อุทานสูตร (Royal Thai Volume 17 · Mahachula Volume 17 · Mahamakut Volume 27 · Chaloem Phrakiat Volume 17)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 17, pp. 75–78
๓. อุทานสูตร
ว่าด้วยการตัดสังโยชน์และความสิ้นอาสวะ
{๑๐๘} [๕๕] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี
ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปล่งอุทานว่า “ภิกษุน้อมใจไปอย่างนี้ว่า ‘ถ้าเราไม่มี บริขารของเราก็จะไม่มี ถ้ากัมมาภิสังขารจักไม่มี ขันธปัญจกของเราก็จักไม่มี’ ดังนี้ พึงตัดโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้”
{๑๐๙} เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ภิกษุน้อมใจไปอย่างนี้ว่า ‘ถ้าเราไม่มี บริขารของเราก็จะไม่มี ถ้ากัมมาภิสังขารจักไม่มี ขันธปัญจกของเราก็จักไม่มี’ ดังนี้ พึงตัดโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้อย่างไร”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้วในโลกนี้ ผู้ไม่ได้พบพระอริยเจ้าทั้งหลาย ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ได้พบสัตบุรุษทั้งหลาย ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ ย่อมเห็นรูปโดยความเป็นอัตตา ๑ ย่อมเห็นอัตตามีรูป ๑ ย่อมเห็นรูปในอัตตา ๑ ย่อมเห็นอัตตาในรูป ๑ ย่อมเห็นเวทนาโดยความเป็นอัตตา ๑ ... ย่อมเห็นสัญญาโดยความเป็นอัตตา ๑ ... ย่อมเห็นสังขารทั้งหลายโดยความเป็นอัตตา ๑ ... ย่อมเห็นวิญญาณโดยความเป็นอัตตา ๑ ย่อมเห็นอัตตามีวิญญาณ ๑ ย่อมเห็น
- ๑กัมมาภิสังขาร สังขารคือกรรมที่เป็นตัวการปรุงแต่ง อันเป็นปัจจัยแห่งขันธ์ที่เกิดในภพใหม่เพราะเกิดและท่องเที่ยวไปในชาติต่าง ๆ (นัย ม.มู.อ. ๒I๒๒)
- ๒ขันธปัญจก หมวด ๕ แห่งขันธ์ หมายถึงเบญจขันธ์ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ
- ๓โอรัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์ (กิเลสที่ผูกมัดสัตว์ไว้ในภพ) เบื้องต่ำ ๕ คือ (๑) สักกายทฏิฐิ ความเห็นเป็นเหตุถือตัวถือตน (๒) วิจิกิจฉา ความสงสัย (๓) สีลัพพตปรามาส ความเชื่อถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยอำนาจศีลพรต (๔) กามฉันทะ ความพอใจในกาม (๕) พยาบาท ความคิดแก้แค้นผู้อื่น {ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๑๕/๓๑๒, ม.มู.อ. ๒/๒๒}
วิญญาณในอัตตา ๑ ย่อมเห็นอัตตาในวิญญาณ ๑ เขาย่อมไม่รู้ประจักษ์ซึ่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่ไม่เที่ยงตามความเป็นจริงว่า ‘เป็นของไม่เที่ยง’ ไม่รู้ประจักษ์ซึ่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่เป็นทุกข์ตามความเป็นจริงว่า ‘เป็นทุกข์’ ไม่รู้ประจักษ์ซึ่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่เป็นอนัตตาตามความเป็นจริงว่า ‘เป็นอนัตตา’ ไม่รู้ประจักษ์ซึ่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่ปัจจัยปรุงแต่งขึ้นตามความเป็นจริงว่า ‘อันปัจจัยปรุงแต่งขึ้น’ ไม่รู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงว่า ‘แม้รูป แม้เวทนา แม้สัญญา แม้สังขาร แม้วิญญาณก็จักมี’
{๑๑๐} ดูก่อนภิกษุ ส่วนอริยสาวกผู้ได้สดับแล้วในโลกนี้ ผู้ได้พบพระอริยเจ้าทั้งหลาย ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า ได้รับการแนะนำในธรรมของพระอริยเจ้า ได้พบสัตบุรุษทั้งหลาย ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ได้รับการแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ ย่อมไม่เห็นรูปโดยความเป็นอัตตา...ย่อมไม่เห็นเวทนาโดยความเป็นอัตตา ... ย่อมไม่เห็นสัญญาโดยความเป็นอัตตา ... ย่อมไม่เห็นสังขารโดยความเป็นอัตตา ... ย่อมไม่เห็นวิญญาณโดยความป็นอัตตา ... เธอ ย่อมรู้ประจักษ์ซึ่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่ไม่เที่ยงตามความเป็นจริงว่า ‘ไม่เที่ยง’ ย่อมรู้ประจักษ์ซึ่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่เป็นทุกข์ตามความเป็นจริงว่า
‘เป็นทุกข์’ ย่อมรู้ประจักษ์ซึ่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่เป็นอนัตตาตามความเป็นจริงว่า ‘เป็นอนัตตา’ ย่อมรู้ประจักษ์ซึ่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่ปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ตามความเป็นจริงว่า ‘อันปัจจัยปรุงแต่งขึ้น’ ย่อมรู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงว่า ‘แม้รูป แม้เวทนา แม้สัญญา แม้สังขาร แม้วิญญาณก็จักมี’เธอย่อมรู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงเช่นนั้นเพราะเห็นความเป็นต่าง ๆ แห่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ดูก่อนภิกษุ เมื่อภิกษุน้อมใจไปอย่างนี้แลว่า ‘ถ้าเราไม่มี บริขารของเราก็จะไม่มี ถ้ากัมมาภิสังขารจักไม่มี ขันธปัญจกของเราก็จักไม่มี’ ดังนี้ พึงตัดโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้ด้วยอาการอย่างนี้แล”
{๑๑๑} “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุผู้น้อมใจไปอยู่อย่างนี้พึงตัดโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อภิกษุรู้เห็นอย่างไร อาสวะทั้งหลายจึงจะสิ้นไปเป็นลำดับ”
“ดูก่อนภิกษุ ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้วในโลกนี้ ... ย่อมถึงความสะดุ้งในฐานะอันไม่ควรสะดุ้ง ดูก่อนภิกษุ ก็ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้วย่อมมีความสะดุ้ง ดังนี้ว่า ‘ถ้าเราไม่มี บริขารของเราก็จะไม่มี ถ้ากัมมาภิสังขารจักไม่มี ขันธปัญจกของเราก็จักไม่มี’ ดังนี้ ดูก่อนภิกษุ ส่วนอริยสาวกผู้ได้สดับแล้วแล ... ย่อมไม่ถึงความสะดุ้งในฐานะอันไม่ควรสะดุ้ง ดูก่อนภิกษุ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วย่อมไม่มีความสะดุ้งดังนี้ว่า ‘ถ้าเราไม่มี บริขารของเราก็จะไม่มี ถ้ากัมมาภิสังขารจักไม่มี ขันธปัญจกของเราก็จักไม่มี’ ดังนี้ดูก่อนภิกษุ วิญญาณที่เข้าถึงรูป เมื่อตั้งอยู่ พึงตั้งอยู่ได้ วิญญาณที่มีรูปเป็นอารมณ์ มีรูปเป็นที่ตั้ง มีความยินดีเป็นที่เข้าไปซ่องเสพ พึงถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ได้
วิญญาณที่เข้าถึงเวทนา ...
วิญญาณที่เข้าถึงสัญญา ...
วิญญาณที่เข้าถึงสังขาร เมื่อตั้งอยู่ พึงตั้งอยู่ได้ วิญญาณที่มีสังขารเป็นอารมณ์ มีสังขารเป็นที่ตั้ง มีความยินดีเป็นที่เข้าไปซ่องเสพ พึงถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ได้
ดูก่อนภิกษุ ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘เราจักบัญญัติการมา การไป การจุติ การอุบัติ หรือความเจริญงอกงามไพบูลย์แห่งวิญญาณ นอกจากรูป เวทนา สัญญา สังขาร ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ดูก่อนภิกษุ ถ้าภิกษุละราคะในรูปธาตุได้แล้วไซร้ เพราะละราคะเสียได้ อารมณ์ย่อมจะขาดสูญ ที่ตั้งแห่งวิญญาณย่อมจะไม่มี ถ้าภิกษุละราคะในเวทนาธาตุ ... ในสัญญาธาตุ ... ในสังขารธาตุ ... ในวิญญาณธาตุได้แล้วไซร้ เพราะละราคะเสียได้ อารมณ์
ย่อมจะขาดสูญ ที่ตั้งแห่งวิญญาณย่อมจะไม่มี วิญญาณที่ไม่มีที่ตั้งย่อมจะไม่งอกงาม ไม่แต่งปฏิสนธิ หลุดพ้นไป เพราะหลุดพ้นไป จิตจึงมั่นคงอยู่ เพราะมั่นคงอยู่ จึงยินดีพร้อม เพราะยินดีพร้อม จึงไม่สะดุ้ง เมื่อไม่สะดุ้ง ย่อมดับสนิทเฉพาะตนทีเดียว ภิกษุนั้นย่อมรู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก’ ดังนี้
ดูก่อนภิกษุ เมื่อบุคคลรู้เห็นอยู่อย่างนี้แล อาสวะทั้งหลายย่อมสิ้นไปเป็นลำดับ”
๔. อุปาทานปริวัฏฏสูตร
ว่าด้วยอุปาทานขันธ์โดยเวียน ๔ รอบ
{๑๑๒} [๕๖] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี
ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุปาทานขันธ์นี้มี ๕ ประการ อุปาทานขันธ์ ๕ ประการคืออะไรบ้าง คือ อุปาทานขันธ์คือรูป ๑ อุปาทานขันธ์คือเวทนา ๑ อุปาทานขันธ์คือสัญญา ๑ อุปาทานขันธ์คือสังขาร ๑ อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตราบใดเรายังไม่รู้ยิ่งซึ่งอุปาทานขันธ์ ๕ ประการนี้ ครบ ๔ รอบตามความเป็นจริง ตราบนั้นเราก็ยังไม่ปฏิญาณว่าเป็นผู้ตรัสรู้ซึ่งสัมมาสัมโพธิญาณอย่างยอดเยี่ยมโดยชอบในโลก ตลอดทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทพ และมนุษย์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแลเรารู้ยิ่งซึ่งอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ครบ ๔ รอบตามความเป็นจริง เมื่อนั้นเราจึงปฏิญาณว่าเป็นผู้ตรัสรู้ซึ่งสัมมาสัมโพธิญาณอย่างยอดเยี่ยมโดยชอบในโลก ตลอดทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทพ และมนุษย์
End of ๓. อุทานสูตร