พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย · มูลปริยายวรรค
๔. ภยเภรวสูตร เล่ม ๑๒
Text layerBuddha’s wordsItems ๒๗–๕๒ (Royal Thai)4/10 in มูลปริยายวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ มูลปริยายวรรค ภยเภรวสูตร (Royal Thai Volume 12 · Mahachula Volume 12 · Mahamakut Volume 17 · Chaloem Phrakiat Volume 12)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 12, pp. 36–50
เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพานเป็นไฉน คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ ๑ สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ ๑ สัมมาวาจา เจรจาชอบ ๑ สัมมากัมมันตะ การงานชอบ ๑ สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีพชอบ ๑ สัมมาวายามะ ความพยายามชอบ ๑ สัมมาสติ การ ระลึกชอบ ๑ สัมมาสมาธิ การตั้งใจชอบ ๑ ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย ข้อ ปฏิบัติสายกลางนี้แลที่ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด เป็นไปเพื่อความ สงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน” ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวภาษิตนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นชื่นชมยินดีภาษิต ของท่านพระสารีบุตรแล้วแล
จบ ธัมมทายาทสูตรที่ ๓
๔. ภยเภรวสูตร
ว่าด้วยภัยและอารมณ์อันน่ากลัว
{๒๗} [๓๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ชาณุสโสณีพราหมณ์ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับครั้นแล้วได้ปราศรัย กับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง
{๒๘} ชาณุสโสณีพราหมณ์นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า “ข้าแต่ท่านพระโคดมกุลบุตรเหล่าใดมีศรัทธา ออกจากเรือนไปบวชเป็นบรรพชิตอุทิศเฉพาะท่านพระโคดม ท่านพระโคดม
- ๑ชาณุสโสณีพราหมณ์ คำว่า ชาณุสโสณี ไม่ใช่ชื่อที่มารดาบิดาตั้งให้แก่พราหมณ์นี้ แต่เป็น ชื่อตำแหน่งปุโรหิตซึ่งพระเจ้าแผ่นดินประทานให้ (ม.มู.อ. ๑/๑๑๙)
ทรงเป็นหัวหน้าของกุลบุตรเหล่านั้น ทรงมีอุปการะมากแก่กุลบุตรเหล่านั้น ทรงยังกุลบุตรเหล่านั้นให้ถือเอาตามและประชุมชนนั้นย่อมปฏิบัติตามแบบอย่างของท่านพระโคดมหรือ”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนพราหมณ์ข้อนี้เป็นอย่างนั้น ดูก่อนพราหมณ์ ข้อนี้เป็นอย่างนั้น กุลบุตรเหล่าใดมีศรัทธาออกจากเรือน มาบวชเป็นบรรพชิตอุทิศเฉพาะเรา เราเป็นหัวหน้าของกุลบุตรเหล่านั้น มี อุปการะมากแก่กุลบุตรเหล่านั้นยังกุลบุตรเหล่านั้นให้ถือเอาตามและ ประชุมชนนั้นย่อมปฏิบัติตามแบบอย่างของเรา”{๒๙} “ข้าแต่ท่านพระโคดม เสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่าและที่เป็นป่าเปลี่ยว ยากที่จะเป็นอยูได้ ในภาวะที่โดดเดี่ยว ความสงัดกายก็ยากที่จะทำได้ ยากที่จะยินดีได้ ป่าทั้งหลายประหนึ่งจะชักพาใจของภิกษุผู้ยังไม่ได้สมาธิไปเสีย”
“ข้อนี้เป็นอย่างนั้นพราหมณ์ข้อนี้เป็นอย่างนั้นพราหมณ์ เสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่าและที่เป็นป่าเปลี่ยวยากที่จะเป็นอยู่ได้ ในภาวะที่โดดเดี่ยว ความสงัดกายก็ยากที่จะทำได้ ยากที่จะยินดีได้ ป่าทั้งหลาย ประหนึ่งจะชักพาใจของภิกษุผู้ยังไม่ได้สมาธิไปเสีย{๓๐} [๓๕] ดูก่อนพราหมณ์ แม้เราเมื่อเป็นโพธิสัตว์ ยังมิได้ตรัสรู้ในกาล ก่อนตรัสรู้ทีเดียวก็ได้มีความคิดดังนี้ว่า ‘เสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่าและที่เป็นป่าเปลี่ยวยากที่จะเป็นอยู่ได้ ในภาวะที่โดดเดี่ยว ความสงัดกายก็ยากที่จะทำได้ ยากที่จะยินดีได้ ป่าทั้งหลายประหนึ่งว่าจะชักพาใจของภิกษุผู้ ยังไม่ได้สมาธิไปเสีย’{๓๑} ดูก่อนพราหมณ์ เรานั้นได้มีความดำริดังนี้ว่า ‘สมณะหรือพราหมณ์ เหล่าใดเหล่าหนึ่งมีกายกรรมไม่บริสุทธิ์ เสพอาศัยเสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่า และที่เป็นป่าเปลี่ยวอยู่ สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้นย่อมเพรียกหา ความกลัวและอารมณ์อันน่ากลัวอันเป็นอกุศลเพราะโทษของตนคือมี
กายกรรมไม่บริสุทธิ์เป็นเหตุส่วนเราจะมีกายกรรมไม่บริสุทธิ์เสพอาศัย เสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่าและที่เป็นป่าเปลี่ยวหามิได้ เราเป็นผู้มีกายกรรม บริสุทธิ์ พระอริยะเหล่าใดมีกายกรรมบริสุทธิ์เสพอาศัยเสนาสนะอันสงัด ที่เป็นป่าและที่เป็นป่าเปลี่ยวเราก็เป็นพระอริยะผู้หนึ่งบรรดาพระอริยะ เหล่านั้น ดูก่อนพราหมณ์ เราเห็นชัดซึ่งความเป็นผู้มีกายกรรมบริสุทธิ์นี้ ในตนจึงถึงความสวัสดีโดยยิ่งที่จะอยู่ในป่า
ทรงกำหนดรู้เสนาสนะ ๑๖
{๓๒} [๓๖] ดูก่อนพราหมณ์ เรานั้นได้มีความดำริดังนี้ว่า ‘สมณะหรือ พราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งมีวจีกรรมไม่บริสุทธิ์ ... มีมโนกรรมไม่บริสุทธิ์... มีอาชีวะไม่บริสุทธิ์เสพอาศัยเสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่าและที่เป็นป่าเปลี่ยวอยู่ สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้นย่อมเพรียกหาความกลัวและอารมณ์อันน่ากลัวอันเป็นอกุศล เพราะโทษของตนคือมีอาชีวะไม่บริสุทธิ์เป็นเหตุ ส่วน เราจะมีอาชีวะไม่บริสุทธิ์เสพอาศัยเสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่าและที่เป็นป่าเปลี่ยวหามิได้
เราเป็นผู้มีอาชีวะบริสุทธิ์ พระอริยะเหล่าใดมีอาชีวะ บริสุทธิ์เสพอาศัยเสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่าและที่เป็นป่าเปลี่ยว เราก็เป็น พระอริยะผู้หนึ่งบรรดาพระอริยะเหล่านั้น, ดูก่อนพราหมณ์ เราเห็นชัดซึ่ง ความเป็นผู้มีอาชีวะบริสุทธิ์นี้ในตนจึงถึงความสวัสดีโดยยิ่งที่จะอยู่ในป่า{๓๓} [๓๗] ดูก่อนพราหมณ์ เรานั้นได้มีความดำริดังนี้ว่า ‘สมณะหรือ พราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง มักมากมีราคะกล้าในกามทั้งหลาย เสพอาศัยเสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่าและที่เป็นป่าเปลี่ยวอยู่ สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้นย่อมเพรียกหาความกลัวและอารมณ์อันน่ากลัวอันเป็นอกุศล เพราะ โทษของตนคือมีความมักมากมีราคะกล้าในกามทั้งหลายเป็นเหตุ ส่วนเรา จะมีความมักมากมีราคะกล้าในกามทั้งหลายเสพอาศัยเสนาสนะอันสงัดที่ เป็นป่าและที่เป็นป่าเปลี่ยวหามิได้ เราเป็นผู้ไม่มักมาก พระอริยะเหล่าใด ไม่มีความมักมากเสพอาศัยเสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่าและที่เป็นป่าเปลี่ยว
เราก็เป็นพระอริยะผู้หนึ่งบรรดาพระอริยะเหล่านั้น, ดูก่อนพราหมณ์ เรา เห็นชัดซึ่งความเป็นผู้ไม่มีความมักมากนี้ในตนจึงถึงความสวัสดีโดยยิ่งที่จะอยู่ในป่า
{๓๔} [๓๘] ดูก่อนพราหมณ์เรานั้นได้มีความดำริดังนี้ว่า ‘สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีจิตพยาบาท มีความดำริในใจที่ชั่วร้าย เสพอาศัยเสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่าและที่เป็นป่าเปลี่ยวอยู่ สมณพราหมณ์ผู้ เจริญเหล่านั้น ย่อมเพรียกหาความกลัวและอารมณ์อันน่ากลัวอันเป็นอกุศล เพราะโทษของตนคือความมีจิตพยาบาทมีความดำริในใจที่ชั่วร้ายเป็นเหตุ ส่วนเราจะมีจิตพยาบาทมีความดำริในใจที่ชั่วร้ายเสพอาศัยเสนาสนะอัน สงัดที่เป็นป่าและที่เป็นป่าเปลี่ยวหามิได้
เราเป็นผู้มีจิตประกอบด้วยเมตตา พระอริยะเหล่าใดมีจิตประกอบด้วยเมตตาเสพอาศัยเสนาสนะอันสงัด ที่เป็นป่าและที่เป็นป่าเปลี่ยวเราก็เป็นพระอริยะผู้หนึ่งบรรดาพระอริยะเหล่านั้น, ดูก่อนพราหมณ์ เราเห็นชัดซึ่งความเป็นผู้มีจิตประกอบด้วยเมตตานี้ในตนจึงถึงความสวัสดีโดยยิ่งที่จะอยู่ในป่า{๓๕} [๓๙] ดูก่อนพราหมณ์ เรานั้นได้มีความดำริดังนี้ว่า ‘สมณะหรือ พราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งถูกถีนมิทธะ (ความที่จิตหดหู่และเคลิบเคลิ้ม) กลุ้มรุม แล้วเสพอาศัยเสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่าและที่เป็นป่าเปลี่ยวอยู่ สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น ย่อมเพรียกหาความกลัวและอารมณ์อันน่ากลัวอัน เป็นอกุศลเพราะโทษของตนคือการถูกถีนมิทธะกลุ้มรุมเป็นเหตุ ส่วนเราจะ ถูกถีนมิทธะกลุ้มรุมเสพอาศัยเสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่าและที่เป็นป่าเปลี่ยว หามิได้ เราเป็นผู้ปราศจากถีนมิทธะแล้ว พระอริยะเหล่าใดปราศจากถีนมิทธะแล้ว เสพอาศัยเสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่าและที่เป็นป่าเปลี่ยว เราก็เป็นพระอริยะผู้หนึ่งบรรดาพระอริยะเหล่านั้น, ดูก่อนพราหมณ์ เราเห็นชัดซึ่งความเป็นผู้ปราศจากถีนมิทธะนี้ในตน จึงถึงความสวัสดีโดยยิ่งที่จะอยู่ในป่า
{๔๐} [๔๐] ดูก่อนพราหมณ์ เรานั้นได้มีความดำริดังนี้ว่า‘สมณะหรือ พราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งฟุ้งซ่าน มีจิตไม่สงบเสพอาศัยเสนาสนะอันสงัด ที่เป็นป่าและที่เป็นป่าเปลี่ยวอยู่ สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น ย่อมเพรียกหาความกลัวและอารมณ์อันน่ากลัวอันเป็นอกุศล เพราะโทษของตนคือความ ฟุ้งซ่านและจิตที่ไม่สงบเป็นเหตุ ส่วนเราจะฟุ้งซ่าน มีจิตไม่สงบเสพอาศัย เสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่าและที่เป็นป่าเปลี่ยวหามิได้ เราเป็นผู้มีจิตสงบแล้ว พระอริยะเหล่าใดมีจิตสงบแล้วเสพอาศัยเสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่าและที่เป็นป่าเปลี่ยว เราก็เป็นพระอริยะผู้หนึ่งบรรดาพระอริยะเหล่านั้น’ ดูก่อนพราหมณ์ เราเห็นชัดซึ่งความเป็นผู้มีจิตสงบแล้วนี้ในตนจึงถึงความสวัสดี โดยยิ่งที่จะอยู่ในป่า
{๔๑} [๔๑] ดูก่อนพราหมณ์ เรานั้นได้มีความดำริดังนี้ว่า ‘สมณะหรือ พราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีความเคลือบแคลงสงสัยเสพอาศัยเสนาสนะอัน สงัดที่เป็นป่าและที่เป็นป่าเปลี่ยวอยู่ สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น ย่อมเพรียกหาความกลัวและอารมณ์อันน่ากลัวอันเป็นอกุศลเพราะโทษของตน คือความเคลือบแคลงสงสัยเป็นเหตุ ส่วนเราจะมีความเคลือบแคลงสงสัย เสพอาศัยเสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่าและที่เป็นป่าเปลี่ยวหามิได้ เราเป็นผู้ข้ามความสงสัยได้แล้ว พระอริยะเหล่าใดข้ามความสงสัยได้แล้ว เสพอาศัยเสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่าและที่เป็นป่าเปลี่ยว เราก็เป็นพระอริยะผู้หนึ่งบรรดาพระอริยะเหล่านั้น, ดูก่อนพราหมณ์ เราเห็นชัดซึ่งความเป็นผู้ข้าม ความสงสัยได้แล้วนี้ในตนจึงถึงความสวัสดีโดยยิ่งที่จะอยู่ในป่า{๓๘} [๔๒] ดูก่อนพราหมณ์ เรานั้นได้มีความดำริดังนี้ว่า ‘สมณะหรือ พราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง เป็นผู้ชอบยกตนข่มผู้อื่นเสพอาศัยเสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่าและที่เป็นป่าเปลี่ยวอยู่ สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้นย่อม เพรียกหาความกลัวและอารมณ์อันน่ากลัวอันเป็นอกุศลเพราะโทษของตน คือการยกตนข่มผู้อื่นเป็นเหตุ ส่วนเราจะเป็นผู้ยกตนข่มผู้อื่นเสพอาศัย
เสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่าและที่เป็นป่าเปลี่ยวหามิได้ เราเป็นผู้ไม่ยกตนไม่ ข่มผู้อื่นพระอริยะเหล่าใดไม่ยกตนไม่ข่มผู้อื่นเสพอาศัยเสนาสนะอันสงัด ที่เป็นป่าและที่เป็นป่าเปลี่ยวเราก็เป็นพระอริยะผู้หนึ่งบรรดาพระอริยะ เหล่านั้น’ ดูก่อนพราหมณ์ เราเห็นชัดซึ่งความเป็นผู้ไม่ยกตนไม่ข่มผู้อื่นนี้ในตนจึงถึงความสวัสดีโดยยิ่งที่จะอยู่ในป่า
{๓๙} [๔๓] ดูก่อนพราหมณ์ เรานั้นได้มีความดำริดังนี้ว่า ‘สมณะหรือ พราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง มักสะดุ้งขลาดกลัวมาแต่เกิด เสพอาศัยเสนาสนะ อันสงัดที่เป็นป่าและที่เป็นป่าเปลี่ยวอยู่ สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้นย่อม เพรียกหาความกลัวและอารมณ์อันน่ากลัวอันเป็นอกุศลเพราะโทษของตน คือมีความสะดุ้งและความขลาดกลัวมาแต่เกิดเป็นเหตุ ส่วนเราจะมักสะดุ้ง ขลาดกลัวมาแต่เกิดเสพอาศัยเสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่าและที่เป็นป่าเปลี่ยว หามิได้
เราเป็นผู้ปราศจากความขนพองแล้ว พระอริยะเหล่าใดปราศจาก ความขนพองแล้ว เสพอาศัยเสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่าและที่เป็นป่าเปลี่ยว เราก็เป็นพระอริยะผู้หนึ่งบรรดาพระอริยะเหล่านั้น’ ดูก่อนพราหมณ์ เราเห็นชัดซึ่งความเป็นผู้ปราศจากความขนพองนี้ในตนจึงถึงความสวัสดีโดยยิ่ง ที่จะอยู่ในป่า{๔๐} [๔๔] ดูก่อนพราหมณ์ เรานั้นได้มีความดำริดังนี้ว่า ‘สมณะหรือ พราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ปรารถนาลาภสักการะและความสรรเสริญ เสพอาศัยเสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่าและที่เป็นป่าเปลี่ยวอยู่ สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น ย่อมเพรียกหาความกลัวและอารมณ์อันน่ากลัวอันเป็นอกุศล เพราะโทษของตนคือความปรารถนาลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นเหตุ ส่วนเราจะปรารถนาลาภสักการะและความสรรเสริญ เสพอาศัยเสนาสนะ อันสงัดที่เป็นป่าและที่เป็นป่าเปลี่ยวหามิได้ เราเป็นผู้มักน้อย พระอริยะ เหล่าใดเป็นผู้มักน้อยเสพอาศัยเสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่าและที่เป็นป่าเปลี่ยว เราก็เป็นพระอริยะผู้หนึ่งบรรดาพระอริยะเหล่านั้น’ ดูก่อนพราหมณ์ เรา เห็นชัดซึ่งความเป็นผู้มักน้อยนี้ในตนจึงถึงความสวัสดีโดยยิ่งที่จะอยู่ในป่า
{๔๑} [๔๕] ดูก่อนพราหมณ์ เรานั้นได้มีความดำริดังนี้ว่า ‘สมณะหรือ พราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นผู้เกียจคร้านมีความเพียรต่ำ เสพอาศัย เสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่าและที่เป็นป่าเปลี่ยวอยู่ สมณพราหมณ์ผู้เจริญ เหล่านั้นย่อมเพรียกหาความกลัวและอารมณ์อันน่ากลัวอันเป็นอกุศลเพราะโทษของตนคือความเกียจคร้าน มีความเพียรต่ำเป็นเหตุ ส่วนเราจะเป็นผู้เกียจคร้าน มีความเพียรตํ่าเสพอาศัยเสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่าและที่เป็น ป่าเปลี่ยวหามิได้เราเป็นผู้ปรารภความเพียรแล้วพระอริยะเหล่าใด ปรารภความเพียรแล้วเสพอาศัยเสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่าและที่เป็นป่าเปลี่ยว เราก็เป็นพระอริยะผู้หนึ่งบรรดาพระอริยะเหล่านั้น,
ดูก่อนพราหมณ์ เรา เห็นชัดซึ่งความเป็นผู้ปรารภความเพียรนี้ในตนจึงถึงความสวัสดีโดยยิ่งที่จะอยู่ในป่า{๔๒} [๔๖] ดูก่อนพราหมณ์ เรานั้นได้มีความดำริดังนี้ว่า ‘สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีสติหลงลืม ไม่มีสัมปชัญญะเสพอาศัยเสนาสนะ อันสงัดที่เป็นป่าและที่เป็นป่าเปลี่ยวอยู่ สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้นย่อมเพรียกหาความกลัวและอารมณ์อันน่ากลัวอันเป็นอกุศลเพราะโทษของตน คือเป็นผู้มีสติหลงลืมไม่มีสัมปชัญญะเป็นเหตุ ส่วนเราจะมีสติหลงลืม ไม่มี สัมปชัญญะเสพอาศัยเสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่าและที่เป็นป่าเปลี่ยวหามิได้
เราเป็นผู้มีสติตั้งมั่นแล้ว พระอริยะเหล่าใดเป็นผู้มีสติตั้งมั่นแล้วเสพอาศัย เสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่าและที่เป็นป่าเปลี่ยวเราก็เป็นพระอริยะผู้หนึ่ง บรรดาพระอริยะเหล่านั้น, ดูก่อนพราหมณ์ เราเห็นชัดซึ่งความเป็นผู้มีสติ ตั้งมั่นแล้วนี้ในตนจึงถึงความสวัสดีโดยยิ่งที่จะอยู่ในป่า{๔๓} [๔๗] ดูก่อนพราหมณ์ เรานั้นได้มีความดำริดังนี้ว่า ‘สมณะหรือ พราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งมีใจไม่ตั้งมั่น มีจิตหมุนไปผิด เสพอาศัยเสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่าและที่เป็นป่าเปลี่ยวอยู่สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้นย่อม เพรียกหาความกลัวและอารมณ์อันน่ากลัวอันเป็นอกุศลเพราะโทษของตน
คือมีใจไม่ตั้งมั่นมีจิตหมุนไปผิดเป็นเหตุ ส่วนเราจะมีใจไม่ตั้งมั่น มีจิตหมุน ไปผิดเสพอาศัยเสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่าและที่เป็นป่าเปลี่ยวหามิได้เรา เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยสมาธิแล้ว พระอริยะเหล่าใดสมบูรณ์ด้วยสมาธิเสพ อาศัยเสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่าและที่เป็นป่าเปลี่ยว เราก็เป็นพระอริยะผู้ หนึ่งบรรดาพระอริยะเหล่านั้น, ดูก่อนพราหมณ์ เราเห็นชัดซี่งความเป็นผู้ สมบูรณ์ด้วยสมาธินี้ในตนจึงถึงความสวัสดีโดยยิ่งที่จะอยู่ในป่า
{๔๔} [๔๘] ดูก่อนพราหมณ์ เรานั้นได้มีความดำริดังนี้ว่า ‘สมณะหรือ พราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง เป็นผู้ด้อยปัญญาบ้านํ้าลายไหลเสพอาศัย เสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่าและที่เป็นป่าเปลี่ยวอยู่สมณพราหมณ์ผู้เจริญ เหล่านั้น ย่อมเพรียกหาความกลัวและอารมณ์อันน่ากลัวอันเป็นอกุศลเพราะ โทษของตนคือเป็นผู้ด้อยปัญญาบ้าน้ำลายไหลเป็นเหตุ ส่วนเราจะด้อยปัญญา บ้าน้ำลายไหลเสพอาศัยเสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่าและที่เป็นป่าเปลี่ยวหามิได้ เราเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยปัญญา พระอริยะเหล่าใดสมบูรณ์ด้วยปัญญา เสพอาศัยเสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่าและที่เป็นป่าเปลี่ยวเราก็เป็นพระอริยะผู้หนึ่งบรรดาพระอริยะเหล่านั้น” ดูก่อนพราหมณ์ เราเห็นชัดซึ่งความเป็นผู้ สมบูรณ์ด้วยปัญญานี้ในตนจึงถึงความสวัสดีโดยยิ่งที่จะอยู่ในป่า
{๔๕} [๔๙] ดูก่อนพราหมณ์ เรานั้นได้มีความดำริดังนี้ว่า ‘ไฉนหนอ ในราตรีที่รู้กันที่กำหนดกันว่า ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และ ๘ ค่ำแห่งปักษ์ เราพึงอยู่ในเสนาสนะ คือ อารามเจดีย์ วนเจดีย์ รุกขเจดีย์ อันน่าสะพึงกลัวน่า
- ๑หมายถึงจบเหตุที่ทรงกำหนดรู้เสนาสนะป่าและป่าเปลี่ยว ๑๖ ประการ
- ๒คำว่า เจดีย์ หมายถึงปูชนียสถานที่สร้างไว้อย่างวิจิตร อารามเจดีย์ คือปูชนียสถานที่งดงาม ด้วยไม้ดอกและไม้ผล วนเจดีย์ คือปูชนียสถานที่อยู่ในป่า เช่น ราวป่าที่มีคนนำเครื่องพลี กรรมไปบวงสรวงเป็นต้น รุกขเจดีย์ คือปูชนียสถานที่เป็นต้นไม้ใหญ่ (ม.มู.อ. ๑/๑๒๙)
ขนพองเห็นปานนั้นถ้ากระไรเราพึงเห็นภัยและอารมณ์อันน่ากลัวนั้น, ดูก่อนพราหมณ์ เวลาต่อมา ในราตรีที่รู้กันที่กำหนดกันว่า ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และ ๘ ค่ำแห่งปักษ์ เราอยู่ในเสนาสนะ คือ อารามเจดีย์ วนเจดีย์ รุกขเจดีย์ อันน่าสะพึงกลัวน่าขนพองเห็นปานนั้น ก็เมื่อเราอยู่ในเสนาสนะนั้น เนื้อ เดินมาบ้าง นกยูง ทำไม้ร่วงลงมาบ้าง หรือว่าลมพัดใบไม้แห้งบ้าง ดูก่อน พราหมณ์ เรานั้นได้มีความดำริอย่างนี้ว่า ‘ภัยและอารมณ์อันน่ากลัวกำลังมาแน่’ เรานั้นได้มีความดำริดังนี้ว่า ‘เรามีความสงสัยในภัยอยู่หรือหนอ อย่ากระนั้นเลย เมื่อเราอยู่อย่างไร ๆ ภัยและอารมณ์อันน่ากลัวก็ยังมาอยู่ เราควรอยู่อย่างนั้น ๆ แหละ กำจัดภัยและอารมณ์อันน่ากลัวนั้นเสีย,ดูก่อนพราหมณ์ เมื่อเรานั้นจงกรมอยู่ ภัยและอารมณ์อันน่ากลัวนั้น ก็มา เรานั้นจะไม่ยืน ไม่นั่ง ไม่นอนเลย ตลอดเวลาที่เราจงกรมอยู่นั่นแหละ จะกำจัดความกลัวและความขลาดนั้นได้
ดูก่อนพราหมณ์ เมื่อเรานั้นยืนอยู่ ภัยและอารมณ์อันน่ากลัวนั้นก็มา เรานั้นจะไม่จงกรม ไม่นั่ง ไม่นอนเลย ตลอดเวลาที่เรายืนอยู่นั่นแหละ จะกำจัดความกลัวและความขลาดนั้นได้
ดูก่อนพราหมณ์ เมื่อเรานั้นนั่งอยู่ ภัยและอารมณ์อันน่ากลัวนั้นก็มา เรานั้นจะไม่นอน ไม่ยืน ไม่จงกรมเลย ตลอดเวลาที่เรานั่งอยู่นั่นแหละ จะกำจัดความกลัวและความขลาดนั้นได้
ดูก่อนพราหมณ์ เมื่อเรานั้นนอนอยู่ ภัยและอารมณ์อันน่ากลัวนั้นก็มา เรานั้นจะไม่นั่ง ไม่ยืน ไม่จงกรมเลย ตลอดเวลาที่เรานอนอยู่นั่นแหละ จะกำจัดความกลัวและความขลาดนั้นได้
- ๑คำว่า เนื้อ ในที่นี้เป็นคำรวมความ หมายถึงสัตว์สีเท้าทุกประเภท (ม.มู.อ. ๑/๑๒๙)
- ๒คำว่า นกยูง ในที่นี้เป็นคำรวมความ หมายถึงสัตว์ปีกทุกประเภท (ม.มู.อ. ๑/๑๓๐)
การอยู่ของผู้มีความไม่งมงาย
{๔๖} [๕๐] ดูก่อนพราหมณ์ มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งสำคัญกลางคืนแท้ ๆ ว่าเป็นกลางวัน สำคัญกลางวันแท้ ๆ ว่าเป็นกลางคืน เรากล่าวความ สำคัญอย่างนี้ว่าเกี่ยวเนื่องด้วยการอยู่อย่างงมงายของสมณพราหมณ์เหล่านั้น ดูก่อนพราหมณ์ ส่วนเราสำคัญกลางคืนนั่นแหละว่าเป็นกลางคืน สำคัญกลางวันนั่นแหละว่าเป็นกลางวัน ดูก่อนพราหมณ์ บุคคลเมื่อจะกล่าวให้ถูก พึงกล่าวคำใดว่า ‘สัตว์ผู้มีความไม่งมงายเป็นธรรมดาอุบัติขึ้นในโลกเพื่อ ประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย, บุคคลเมื่อจะกล่าวให้ถูกพึงกล่าวคำนั้นเฉพาะเราเท่านั้นว่า ‘สัตว์ผู้มีความไม่งมงายเป็นธรรมดาอุบัติขึ้นในโลกเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย,
บรรลุฌาน ๔
{๔๗} [๕๑] ดูก่อนพราหมณ์ ความเพียรเราก็ได้ปรารภแล้วแล ไม่ย่อหย่อน สติก็ตั้งมั่นแล้ว ไม่หลงลืม กายก็สงบแล้ว ไม่กระสับกระส่าย จิตก็ตั้งมั่นแล้ว มีอารมณ์แน่วแน่ ดูก่อนพราหมณ์ เรานั้นสงัดแล้วจากกาม สงัดแล้วจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌานที่มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิด แต่วิเวกอยู่ บรรลุทุติยฌานที่มีความผ่องใสในภายใน มีภาวะที่จิตเป็นเอก ผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจารเพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขอันเกิดแต่ สมาธิอยู่ มีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกายเพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ‘ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้ มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข’ ดังนี้อยู่ บรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาเพราะละสุขละทุกข์ได้และเพราะโสมนัสโทมนัส ดับไปก่อนแล้วอยู่
บรรลุวิชชา ๓
{๔๘} [๕๒] เรานั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้ม น้อมจิตไปเพื่อปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (ญาณที่ทำให้ระลึกชาติได้) เรานั้น ย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกชาติได้หนึ่งชาติบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏฏวิวัฏฏกัป เป็นอันมากบ้าง ว่า ‘ในภพโน้นเราได้มีชื่อ อย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวย สุขทุกข์อย่างนั้น ๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้ไป เกิดในภพโน้น แม้ในภพโน้นนั้นเราก็ได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มี ผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขทุกข์อย่างนั้น ๆ มีกำหนด
- ๑สังวัฏฎวิวัฏฏกัป คำว่า กัป ในที่นี้หมายถึงกำหนดระยะเวลาที่ยาวนานมาก หรือกำหนดระยะ เวลาที่โลกคือสกลจักรวาลประลัยครั้งหนึ่งนับเป็นกัปหนึ่ง ซึ่งจัดแบ่งเป็น ๔ ช่วงระยะ หรือ ๔ อสงไขยกัป (ช่วงระยะเวลาที่นานนับไม่ได้) คือ (๑) สังวัฎฏกัป กัปฝ่ายเสื่อม ช่วงระยะเวลา ที่โลกคือสกลจักรวาลกำลังประลัยเสือมพินาศเพราะเหตุ ๓ อย่าง นํ้าไฟ และลม อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งกินระยะเวลานานนับเป็น ๑ อสงไขย (๒) สังวัฏฏัฏฐายีกัป กัปที่ดำรงความเสื่อมอยู่ ช่วงระยะเวลาที่โลกจักรวาลผ่านพ้นช่วงประลัยและมืดมิดอยู่นานแสนนานนับเป็น ๑ อสงไขย (๓) วิวัฏฏกัป กัปฝ่ายเจริญ ช่วงระยะเวลาที่โลกจักรวาลกำลังวิวัฒน์ตัวก้าวสู่ความเจริญด้วย สรรพสิ่งเหมือนช่วงก่อนประลัย ซึ่งก็ใช้เวลานานมากจนนับเป็น ๑ อสงไขย (๔) วิวัฎฎัฏฐายีกัป กัปที่ดำรงความเจริญอยู่ ช่วงระยะเวลาที่โลกมีวิวัฒนาการอย่างสมบูรณ์เต็มที่จนสรรพสัตว์ สามารถอาศัยอยู่ได้ ซึ่งก็วิวัฒนาการอยู่อย่างยืนนานมากจนนับเป็น ๑ อสงไขย โลกปัจจุบันจัด อยู่ในอสงไขยกัปนี้ เมื่อหมุนเวียนจนครบ ๔ อสงไขยกัป นับเป็น ๑ มหากัป (ดูรายละเอียด ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค (วิสุทฺธิ. ๒/๕๕) อนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องมหากัปนี้ ในอรรถกถาได้เปรียบ ให้เข้าใจความนานของระยะเวลาด้วยอุปมาว่า มีสระนํ้าใหญ่แห่งหนึ่งเต็มไปด้วยนํ้า บุคคล เอาปลายใบหญ้าคาจุ่มลงไปนำหยดนํ้าออกมา ๑๐๐ ปีต่อ ๑ ครั้ง จนนํ้าในสระนั้นแห้ง กระทำ เช่นนี้ไปจนครบ ๗ ครั้ง นั่นคือระยะเวลา ๑ มหากัป (ที.สี.อ. ๑๔๘)
อายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพโน้นนั้นแล้ว จึงได้มาเกิดในภพนี้’ เรานั้น ระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมากพร้อมทั้งอาการ (คือวรรณะเป็นต้น) พร้อมทั้งอุเทศ (คือชื่อและโคตร) ด้วยประการฉะนี้
ดูก่อนพราหมณ์ วิชชาที่ ๑ นี้แลเราได้บรรลุแล้วในปฐมยามแห่งราตรี กำจัดอวิชชาได้แล้ว วิชชาก็เกิดขึ้น กำจัดความมืดได้แล้ว ความสว่างก็เกิดขึ้น เหมือนที่เกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ไม่ประมาทมีความเพียรเผากิเลสให้ เร่าร้อน มีจิตมุ่งนิพพานอยู่ฉะนั้น
{๔๙} [๕๓] เรานั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อม จิตไปเพื่อญาณเครื่องรู้จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย เรานั้นย่อมเห็นหมู่สัตว์ผู้ กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็น ไปตามกรรมได้ว่า ‘หมู่สัตว์เหล่านี้หนอประกอบด้วยกายทุจริตวจีทุจริต มโนทุจริต ว่าร้ายพระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจ มิจฉาทิฏฐิ หมู่สัตว์เหล่านั้นหลังจากตายไปจึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก หรือว่า ‘หมู่สัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ว่าร้ายพระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ หมู่สัตว์เหล่านั้นหลังจากตายไปจึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์’ เราย่อมเห็นหมู่สัตว์ ผู้กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี
- ๑อบาย ทุคติ วินิบาต นรก คำว่า อบาย หมายถึงภาวะหรือที่อันปราศจากความเจริญ ทุคติ หมายถึงภาวะหรือที่ซึ่งมีแต่ความทุกข์ วินิบาต หมายถึงภาวะหรือที่ซึ่งสัตว์มีแต่ความพินาศ มีอวัยวะบกพร่อง และปราศจากความสุข นรก หมายถึงภาวะหรือที่อันไม่มีความสุขความเจริญ มีแต่ความเร่าร้อนกระวนกระวาย สามคำแรกเป็นคำใช้แทนคำว่า นรก อีกนัยหนี่ง อบาย หมายถึงกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ทุคติ คือแดนเปรต วินิบาต ได้แก่ พวกอสุรกาย นรก ก็คือ นรกขุมต่างๆ เช่นอเวจีมหานรกเป็นด้น (นัย วิ.อ. ๑/๑๖๗. ที.ม.อ. ๙๔.๑๔๖)
ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ ผู้เป็นไปตามกรรมได้ด้วยประการฉะนี้
ดูก่อนพราหมณ์ วิชชาที่ ๒ นี้แลเราได้บรรลุแล้วในมัชฌิมยามแห่งราตรี กำจัดอวิชชาได้แล้ว วิชชาก็เกิดขึ้น กำจัดความมืดได้แล้ว ความ สว่างก็เกิดขึ้นเหมือนที่เกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ไม่ประมาทมีความเพียรเผา กิเลสให้เร่าร้อน มีจิตมุ่งต่อนิพพานอยู่ฉะนั้น
{๕๐} [๕๔] เรานั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจาก อุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อม จิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ (ญาณที่ทำให้สิ้นอาสวะ) เรานั้นย่อมรู้ชัดตามความ เป็นจริงว่า ‘นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินิปฏิปทา เหล่านี้อาสวะ นี้อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินิปฏิปทา, เมื่อ เรารู้เห็นอย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้นแม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จาก อวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า ‘ชาติ สิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นอีก เพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก ’
- ๑ทุกข์ ได้แก่ ขันธ์ ๕ (คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ในภูมิทั้ง ๓ (คือ กามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ) ยกเว้นตัณหา(ซึ่งรวมอยู่ในสังขาร) ทุกขสมุทัย เหตุให้ทุกข์เกิด ได้แก่ ตัณหา ทุกขนิโรธ ความดับทุกข์ ได้แก่ นิพพาน ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ทางปฏิบัติให้ถึงความ ดับทุกข์ ได้แก่ อริยมรรคมีองค์ ๘ (ที.สี.อ. ๒๐๒,๓๑๒, ม.มู.อ. ๑/๑๓๗) อาสวะ อาสวสมุทัย อาสวนิโรธ อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา ก็พึงเทียบตามนัยนี้
- ๒ชาติสิ้นแล้ว คำว่า ชาติ ในที่นี้หมายถึงรูปกายของสัตว์ที่เกิดอยู่ในภพที่มีขันธ์ ๑ (อสัญญีสัตว์) ขันธ์ ๔ (อรูปพรหม) และขันธ์ ๕ (สัตว์ที่เกิดในอบายภูมิ มนุษย์ เทพ รูปพรหม) ไม่ได้ หมายถึงชาติก่อน ชาติหน้า ชาติปัจจุบัน (ที.สี.อ. ๒๐๒-๒๐๓)
- ๓พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว คำว่า พรหมจรรย์ ในที่นี้หมายถึงมรรค คือสำเร็จมรรคผล เป็น พระอรหันตขีณาสพแล้ว (ที.สี.อ. ๑/๑๖๙)
- ๔กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว คำว่า กิจ ในที่นี้หมายถึงกิจในอริยสัจ ๔ คือ (๑) ปริญญากิจ กิจ คือการกำหนดรู้ทุกข์ (๒) ปหานกิจ กิจคือการละเหตุเกิดแห่งทุกข์ (๓) สัจฉิกิริยากิจ กิจคือ
ดูก่อนพราหมณ์ วิชชาที่ ๓ นี้แลเราได้บรรลุแล้วในปัจฉิมยามแห่งราตรี กำจัดอวิชชาได้แล้ว วิชชาก็เกิดขึ้น กำจัดความมืดได้แล้ว ความ สว่างก็เกิดขึ้นเหมือนที่เกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ไม่ประมาทมีความเพียรเผา กิเลสให้เร่าร้อน มีจิตมุ่งต่อนิพพานอยู่ฉะนั้น
{๕๑} [๕๕] ดูก่อนพราหมณ์ บางคราวท่านจะพีงมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘แม้ วันนี้พระสมณโคดมก็ยังไม่ปราศจากราคะยังไม่ปราศจากโทสะยังไม่ ปราศจากโมหะแน่นอน เพราะฉะนั้น จึงยังเสพอาศัยเสนาสนะอันสงัดที่ เป็นป่าและที่เป็นป่าเปลี่ยวอยู่’ ดังนี้ ดูก่อนพราหมณ์ ข้อนี้ท่านอย่าเห็น อย่างนั้นเลย เราเห็นอำนาจประโยชน์ ๒ อย่าง คือ เห็นความอยู่เป็นสุข ในปัจจุบันของตน ๑ อนุเคราะห์ประชุมชนผู้เกิดในภายหลัง ๑ จึงเสพ อาศัยเสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่าและที่เป็นป่าเปลี่ยว” ชาณุสโสณีพราหมณ์ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ{๕๒} [๕๖] ชาณุสโสณีพราหมณ์กราบทูลว่า “ประชุมชนผู้เกิดในภายหลังนี้ เป็นอันท่านพระโคดมอนุเคราะห์แล้วหนอเหมือนพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ภาษิตของ พระองค์ไพเราะนัก พระพุทธเจ้าข้า พระโคดมผู้เจริญทรงประกาศธรรม โดยอเนกปริยายอย่างนี้ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า ‘คนมีตาดีจัก เห็นรูปได้ ดังนี้ ข้าพเจ้านี้ขอถึงท่านพระโคดม พร้อมทั้งพระธรรม และ
- การทำให้แจ้งซี่งความดับทุกข์ (๔) ภาวนากิจ กิจคือการอบรมอริยมรรคมีองค์ ๘ ให้เจริญ ซี่ง กิจทั้ง ๔ นี้แต่ละอย่างประกอบในมรรค ๔ จึงรวมเป็นกิจ ๑๖ อย่าง (ที.สี.อ. ๒๐๓)
- ๕กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก หมายถึงไม่มีกิจหรือหน้าที่ในการบำเพ็ญมรรคญาณเพื่อ ความหมดสิ้นแห่งกิเลสอีกต่อไปเพราะการบรรลุอรหัตตผลถือว่าเป็นจุดสิ้นสุดแห่งทุกข์และ เป็นจุดหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา (ที.สี.อ. ๒๐๓)
พระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอท่านพระโคดมได้โปรดจำข้าพเจ้าว่าเป็น อุบาสกผู้มอบชีวิตถึงสรณะจำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป”
จบ ภยเภรวสูตรที่ ๔
๕. อนังคณสูตร
ว่าด้วยผู้เม่มีอังคณะ ๓
{๕๓} [๕๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนี่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล ท่านพระสารีบุตร เรียกภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นรับคำท่าน พระสารีบุตรแล้ว
- ๑ว่าเป็นสรณะ คำว่า สรณะ หมายถึงสภาพกำจัด ขจัดปัดเป่าทุกข์ภัยและความสะดุ้งให้พินาศไป เป็นชื่อแห่งพระรัตนตรัย โดย พระพุทธเจ้าชื่อว่าเป็นสรณะเพราะทรงขจัดภัยแก่สรรพ สัตว์ด้วยการให้ตั้งอยู่ในสิ่งที่เป็นประโยชน์และป้องกันมิให้ตกอยู่ในสิ่งอันไม่เป็นประโยชน์ พระธรรมชื่อว่าเป็นสรณะเพราะทำผู้ปฏิบัติให้ข้ามพ้นทุกขกันดารในภพและให้ประสบ ความแช่มชื่นใจอันเกิดจากการปฏิบัติ พระสงฆ์ชื่อว่าเป็นสรณะ เพราะทำผู้อุปถัมภ์บำรุงให้ ได้ประสบผลอันไพบูลย์ (ที.สี.อ. ๒๐๗, ม.มู.อ. ๑/๑๔๓)
- ๒อุบาสก หมายถึงคฤหัสถ์ผู้ชายที่แสดงตนขอนับถือพระพุทธศาสนาโดยประกาศถึงพระรัตนตรัย เป็นสรณะ ในอรรถกถาได้กล่าวถึงลักษณะของอุบาสกไว้ คือ ต้องรักษาศีล ๕ มีอาชีพสุจริต โดยเว้นมิจฉาชีพ ๕ คือ ค้าอาวุธ ค้าสัตว์ ค้าเนื้อ ค้าสุรา และค้ายาพิษ และต้องประกอบด้วย คุณสมบัติสำคัญ ๕ ประการ คือ มีศรัทธา มีศีล ไม่เชื่อโชคลาง เชื่อกรรม และบำเพ็ญ บุญเฉพาะในพระพุทธศาสนา (ที.สี.อ. ๒๑๑, ม.มู.อ. ๑๔๗)
- ๓คำว่า อังคณะ แปลว่า เนินหรือลาน ในที่บางแห่งเป็นชื่อเรียกกิเลส ๓ อย่างคือ ราคะ โทสะ โมหะ ในที่บางแห่งเป็นชื่อเรียกมลทินหรือเปือกตมในที่บางแห่งเป็นชื่อเรียกภูมิภาคที่มี ลักษณะเป็นเนินหรือลาน เช่น ลานโพธิ์ ลานเจดีย์ แต่ในที่นี้ท่านพระสารีบุตรใช้เรียกกิเลสที่ มีสภาพรุนแรง(ความโกรธและความไม่พอใจ)นานัปการ ดังนั้น ผู้ไม่มีอังคณะ ก็คือผู้ไม่มี กิเลสที่มีสภาพรุนแรง (ม.มู.อ. ๑/๑๕๑ ดูความหมาย ในข้อ ๖๐ หน้า ๕๓ ของเล่มนี้)
End of ๔. ภยเภรวสูตร