พระวินัยปิฎก จุลวรรค · ขุททกวัตถุขันธกะ
เรื่องการให้พร เล่ม ๗
Text layerBuddha’s wordsItems ๑๘๕–๑๘๖ (Royal Thai)22/27 in ขุททกวัตถุขันธกะ4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระวินัยปิฎก จุลวรรค ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องการให้พร (Royal Thai Volume 7 · Mahachula Volume 7 · Mahamakut Volume 9 · Chaloem Phrakiat Volume 7)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 7, pp. 82–83
พระพุทธบัญญัติห้ามเรียนห้ามสอนดิรัจฉานวิชา
{๑๘๓} [๒๘๗] ก็โดยสมัยนั้นแล พวกภิกษุฉัพพัคคีย์เรียนดิรัจฉานวิชา ภิกษุ ทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงเรียนดิรัจฉานวิชา รูปใดเรียน ต้อง อาบัติทุกกฏ”
{๑๘๔} สมัยต่อมา พวกภิกษุฉัพพัคคีย์สอนดิรัจฉานวิชา ชาวบ้านพากัน เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ... เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม” ภิกษุ ทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงสอนดิรัจฉานวิชา รูปใดสอน ต้อง อาบัติทุกกฏ”
พระพุทธบัญญัติห้ามกล่าวให้พรเมื่อมีผู้จาม
{๑๘๕} [๒๘๘] ก็โดยสมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงมีบริษัทหมู่ ใหญ่ แวดล้อมแสดงธรรมอยู่ได้ทรงจามขึ้น ภิกษุทั้งหลายได้ถวายพระพร อย่างอึงมี่ว่า “ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงเจริญพระชนมายุ ขอพระ สุคตเจ้าจงทรงเจริญพระชนมายุเถิด พระพุทธเจ้าข้า,, ธรรมกถาได้หยุด กลางคันเพราะเสียงนั้น จึงพระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งถามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลที่ถูกเขาให้พรว่า ‘ขอจงเจริญชนมายุ’ ใน เวลาจาม จะพึงเป็นหรือพึงตายเพราะเหตุที่ให้พรนั้นหรือ”
- ๑ดิรัจฉานวิชา คือ วิชาความรู้ที่ขวางทางไปสู่สวรรค์และนิพพาน เช่น วิชาความรู้ในการเป็น หมอดูทำนายต่างๆ อันไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งแก่ตนและผู้อื่น เพราะเมื่อเรียนหรือใช้ปฏิบัติ ตนเองก็หลงเพลินหมกมุ่นทั้งทำผู้อื่นให้ลุ่มหลงงมงาย เป็นอันปฏิเสธกรรม ไม่เป็นอันปฏิบัติ กิจหน้าที่และประกอบการตามเหตุผล (เทียบดิรัจฉานกถา ตามนัย วิ.อ. ๒/๔๓๗, ที.สี.อ. ๘๔)
“ไม่เป็นอย่างนั้นเลย พระพุทธเจ้าข้า,,
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงกล่าวคำให้พรว่า ‘ขอจงเจริญ ชนมายุ ในเวลาที่เขาจาม รูปใดกล่าว ต้องอาบัติทุกกฏ”
พระพุทธานุญาตให้กล่าวให้พรตอบคฤหัสถ์
{๑๘๖} สมัยนั้น ชาวบ้านให้พรในเวลาที่ภิกษุทั้งหลายจามว่า “ขอท่านจง เจริญชนมายุเถิด ขอรับ” ภิกษุทั้งหลายรังเกียจจึงมิได้ให้พรตอบ ชาวบ้าน พากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร เมื่อเขาให้พรว่า ‘จงเจริญชนมายุ’ ไฉนจึงได้ไม่ให้พรตอบเล่า” ภิกษุทั้งหลาย จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกคฤหัสถ์มีความประสงค์ด้วยสิ่งอันเป็น สิริมงคล เราอนุญาตให้ภิกษุที่พวกคฤหัสถ์ให้พรว่า ‘จงเจริญชนมายุ’ ดังนี้ ให้พรตอบแก่เขาว่า ‘ขอท่านจงเจริญชนมายุยืนนาน”
พระพุทธบัญญัติห้ามฉันกระเทียมนอกจากอาพาธ
{๑๘๗} [๒๘๙] ก็โดยสมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีบริษัทหมู่ใหญ่ แวดล้อมประทับนั่งแสดงธรรมอยู่ ภิกษุรูปหนึ่งฉันกระเทียมมา และเธอ คิดว่า “ภิกษุทั้งหลายอย่าได้ถูกรบกวน” จึงนั่งเสีย ณ ที่สุดข้างหนึ่ง พระ ผู้มีพระภาคเจ้าทอดพระเนตรเห็นภิกษุนั้นนั่ง ณ ที่สุดข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว จึงรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทำไมหนอ ภิกษุนั้นจึง นั่ง ณ ที่สุดข้างหนึ่ง”ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “ภิกษุนั้นฉันกระเทียมมา พระพุทธเจ้าข้า และเธอคิดว่า ‘ภิกษุทั้งหลายอย่าได้ถูกรบกวน’ จึงนั่ง ณ ที่สุดข้างหนึ่ง”
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุฉันของสิ่งใดแล้วจะพึงเป็นผู้เหินห่างจาก ธรรมกถาเห็นปานนี้ ภิกษุควรฉันของสิ่งนั้นหรือ”
End of เรื่องการให้พร